posttoday
อำนาจไหลลงฐานล่าง ศก.-สังคม-การศึกษา ขยายตัว

อำนาจไหลลงฐานล่าง ศก.-สังคม-การศึกษา ขยายตัว

03 มกราคม 2559

ปัจจุบัน “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” ยังคงทำหน้าที่เป็นนักวิชาการตามปกติ โดยเป็นผู้บริหารสถาบันคลังปัญญา

ปัจจุบัน “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” ยังคงทำหน้าที่เป็นนักวิชาการตามปกติ โดยเป็นผู้บริหารสถาบันคลังปัญญา ของมหาวิทยาลัยรังสิต ทำหน้าที่ศึกษาและทำวิจัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของเมืองในบริบทต่างๆ

อาจารย์เอนก เกริ่นว่า ประชาธิปไตยของไทยกำลังเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี อันมีสาเหตุของการพัฒนาเศรษฐกิจที่ช่วยยกระดับชนชั้นขึ้นมา จนกลายเป็นสังคมที่มีความหลากหลายมากขึ้น ทำให้ปัญหาเรื่องสีเสื้อทางการเมืองไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่เท่าไหร่นัก เพราะถึงที่สุดแล้วการปรองดองต้องเกิดขึ้น

“ประชาธิปไตยคือการเอาทุกฝ่าย คือการปรองดอง คือการผสมผสาน คือการที่อำนาจเก่าเราก็ยังรักษาไว้ใช้ให้ถูกทาง อำนาจใหม่เราก็ต้องสนับสนุนให้ได้เกิด และอำนาจมันก็ไหลลงเป็นลำดับ ไม่ใช่ไหลลงจากที่สูงแล้วที่จะสูงจะไม่เหลือเลย เพราะยังมีอยู่ แต่มันก็ไหลลงมาที่คนชั้นกลาง ชั้นล่าง และตอนนี้อำนาจทั้งพวงมันก็อยู่ด้วยกัน ประสานกัน ปรองดองกัน ขัดแย้งกันอยู่ ประชันกันอยู่ สู้กันอยู่ แต่ก็ต้องปรองดองและประนีประนอม เพราะดูแล้วไม่มีใครที่จะหักคนที่เหลือลงไปได้”

“เศรษฐกิจของเรา สังคมของเรา มันก็ขยับไปเรื่อยๆ ซึ่งขยับไปในทางที่ดีอยู่เยอะ เช่น การศึกษาขยายตัวมากขึ้น แทบทุกหมู่บ้านไม่มีที่ไหนที่ไม่จบปริญญาตรี คนได้รับการศึกษามากขึ้น แต่มันก็มีปัญหาอยู่บ้าง อย่างปัญหาเหลืองกับแดง แต่ว่าทิศทางใหญ่ๆ แล้ว เราเป็นสังคมที่เป็นพหุนิยมได้มากขึ้น เป็นสังคมที่รองรับความขัดแย้งได้มากขึ้น โดยไม่ปิดปากใคร มันปิดไม่ได้ เราต้องหัดมองแบบนี้ มิเช่นนั้นก็จะผลิตแต่เรื่องเศร้าเคล้าน้ำตาขายกันอยู่นั่นแหละ”

เอนก ให้ทัศนะเพิ่มเติมว่า สภาพและโครงสร้างทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ช่วยส่งเสริมให้มีความเป็นประชาธิปไตยและการสร้างการมีส่วนร่วมมากขึ้น เช่น เมื่อก่อนคุณมีแต่ช่างฝีมือก็พอ แต่มาตอนนี้ คุณใช้แต่ช่างฝีมือไม่ได้ คุณต้องใช้กรรมกรด้วย กรรมกรก็หมายถึงการเอาคนธรรมดาเข้ามาสู่การทำงาน เอาเข้ามาให้มีรายได้ และให้มีทักษะบางอย่างมากขึ้น

“เป็นบริบทที่ทำให้คุณดูถูกคนไม่ได้ หากคุณยังปกครองคนงานของคุณเหมือนที่ปกครองทาส โรงงานนั้นเจ๊งแน่ คนจะหนีออกไป ไม่ยอมให้คุณปกครองแบบนั้น เพราะมีโรงงานอื่นๆ ที่มันไปได้อีก ทำไมเจ้านายช่วง 20-30 ปีมานี้ เจ้านายถึงฟังลูกน้อง เพราะถ้าไม่ฟังหรือเอาแต่ใจ ลูกน้องก็อยู่ไม่ได้ ไปอยู่ที่อื่นแทน ที่อื่นให้เงินเท่ากันแต่เจ้านายดีกว่า ตรงนี้เป็นพื้นฐานที่ทำให้สังคมเมืองแบบเผด็จการมันอยู่
ได้ยาก”

แสดงว่าการเมืองต่อไปนี้จะไม่ได้เห็นการเมืองเฉพาะนักการเมืองอีกแล้ว แต่จะมีทหารและตัวแทนของภาคประชาชนเข้ามามีบทบาทด้วย? เอนก ตอบว่า “ใช่ เพราะคงจะกลับไปเป็นประชาธิปไตยที่หมายถึงไม่มีทหารยึดอำนาจ หรือให้นักการเมืองว่ากันไป และมีการเลือกตั้งก็จบคงจะไม่ได้ ประชาธิปไตยแบบนี้ไปไม่รอด เพราะคนชั้นกลางจะไม่ยอม คนชั้นกลางต้องการการมีส่วนร่วม ต้องการได้คนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำงานให้บ้านเมือง คนชั้นกลางและล่างอยากเห็นคนที่ซื่อสัตย์พอสมควรมาทำงานในเรื่องที่สำคัญของบ้านเมือง”

“จิตของคนก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เมื่อก่อนชาวบ้านอาจพอใจกับประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ แต่มาตอนนี้ชาวบ้านก็เริ่มคิดว่านี่มันเป็นการโกงนี่ และก็สามารถคิดต่อไปถึงการคัดค้านการโกง จิตคนมันใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นคุณจะไม่เอาคนกลุ่มนี้มาอยู่ในสมการอำนาจของบ้านเมืองเลยมันยาก มิเช่นนั้นคุณก็จะได้ประชาธิปไตยที่กะโผลกกะเผลกอย่างนี้ไปอีก”

จะนิยามประชาธิปไตยในระยะใหม่อย่างไร? เอนก ระบุว่า “เป็นประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นในช่วงที่ไม่ได้รวมศูนย์ อำนาจมันกระจัดกระจายและมีหลายอำนาจ เป็นพหุนิยม และไม่มีอำนาจใดอำนาจหนึ่งสามารถเผด็จอำนาจอื่นๆ ได้หมด มันต้องอยู่กันแบบออมชอม อยู่กันแบบช่วยกันเพื่อให้เกิดความเจริญก้าวหน้า อันนี้มันก็ไม่ง่าย ไม่ใช่พอพูดแล้วจะทำได้ทันที เพราะต้องฝึกทำเหมือนกัน”

ถึงแม้ตามมุมมองของอาจารย์จะคิดว่าในภาพรวมประเทศไทยกำลังดีขึ้น แต่มีบางปัญหาที่ประเทศไทยต้องระวังและบริหารให้ดี คือ ปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ

“เราต้องมีหลักเรื่องนี้ เพราะที่ผ่านมาเราไม่เคยมีหลักมานานแล้ว เรากลัวฝรั่งไปหมด แน่นอนว่าเราต้องระมัดระวังฝรั่ง เพราะถึงอย่างไรฝรั่งก็ยังเข้มแข็ง แต่ก็ไม่จำเป็นที่เราต้องไปงอก่องอขิง เราต้องพยายามเป็นประเทศอำนาจระดับกลาง หรือ Middle Power ขึ้นมาให้ได้ แต่ทีนี้เราก็ถนัดแต่การเป็นประเทศลูกไล่ ขึ้นอยู่กับว่าจะเป็นลูกไล่ของใครเท่านั้น รัสเซีย อเมริกา หรือจีน เราไม่ควรคิดอะไรแบบนั้นแล้ว เราต้องคิดว่าตัวเองเป็น Middle Power ได้แล้ว”

“ในทางเศรษฐกิจเราต้องทำให้ประเทศเราเป็นประเทศรายได้ปานกลาง ประเทศคนชั้นกลาง ในทางการเมืองก็ต้องทำให้มีประชาธิปไตยที่เหมาะสมและสมดุล และในการเมืองระหว่างประเทศก็ต้องเป็นประเทศอำนาจระดับกลาง ซึ่งเรื่องใหญ่ๆ แบบนี้ก็ไม่ได้มีการพูดกันมานานแล้ว ถึงเวลาแล้วเหมือนกันที่จะต้องพูด”

ความขัดแย้งในประเทศไทยทำให้เป็นคนป่วยของอาเซียนอย่างที่มีบางฝ่ายกล่าวอ้างหรือไม่? เอนก ตอบคำถามนี้แบบฟันธงว่า “ไม่ถึงขั้นคนป่วยหรอก ถ้าเป็นคนป่วยจริง ผมถามหน่อยว่าทำไมแรงงานต่างชาติยังอยู่ที่เมืองไทยกันจมเลย ถ้าเป็นคนป่วยจริง คนไทยต้องหนีไปทำงานต่างประเทศ แต่นี่มันมีที่ไหน เพราะเห็นแต่คนต่างประเทศเข้ามาทำงานในเมืองไทย”

“ผมว่าควรมีความสุขุมสักหน่อยเวลาที่เราจะบอกว่าประเทศไทยเป็นอะไร ไม่อย่างนั้นจะคล้อยตามกระแสหมด เช่น พวกอยากล้มรัฐบาลทหารก็อยากจะพูดว่าเราแย่มาก เห็นไหมทหารทำให้เราแย่ขนาดนี้ ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็แย่ระดับหนึ่ง แต่ก็ด้วยความจำเป็น แต่ตอนนี้สถานการณ์โดยรวมก็ดีขึ้น และโดยรวมยังไม่ได้เป็นประเทศคนป่วยหรอก”

“ถ้าจะดูกันด้านประชาธิปไตย เราก็ดีกว่ามาเลเซีย ดีกว่าฟิลิปปินส์ ดีกว่าอินโดนีเซีย อันเดียวที่เราไม่ดี คือ เรายึดอำนาจกันบ่อย แต่นี่มันเป็นเพราะว่าประชาธิปไตยของเรามันเป็นทวิรัฐ มันสลับกันไปกันมาระหว่างรัฏฐาธิปัตย์กับระบอบเลือกตั้งด้วยเวลาและความถี่เท่าๆ กัน เวลาที่ปกครองก็นานเท่าๆ กัน แต่เรายังขาดทฤษฎีที่จะมาอธิบาย ก็เลยได้แต่บอกว่าเราไม่เหมือนฝรั่งแค่นั้นเอง”

เอนก ปิดท้ายว่า “ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ถ้าคุณใช้เลนส์อีกแบบหนึ่งไปมอง คุณก็เห็นแต่ปัญหา แต่ถ้าผมเอาอีกเลนส์ให้มองก็จะเห็นว่าทุกอย่างดีขึ้นหมดเลย เช่น สมัยผมเรียนมหาวิทยาลัย ก็จะมีมหาวิทยาลัยแค่ 5 แห่งอยู่ในกรุงเทพฯ ทั้งหมด แต่เดี๋ยวนี้มีเป็นร้อย ทุกจังหวัดมีหนึ่งมหาวิทยาลัย บางจังหวัดมีมากกว่านั้น จริงอยู่อาจมีปัญหาในเรื่องคุณภาพ แต่ก็ไม่ควรมองแค่เรื่องนี้ ควรมองให้เห็นภาพใหญ่นี้ด้วย”

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ