posttoday
ในวิกฤตมีโอกาส ในโอกาสมีวิกฤต

ในวิกฤตมีโอกาส ในโอกาสมีวิกฤต

02 มกราคม 2559

หลังจากกลับมาอยู่กรุงเทพฯ ผมไม่คิดจะไปทำงานไกลบ้านอีกเลย โดยเฉพาะการไปทำงานทางภาคใต้ แม้จะได้เงินดีก็จริง

โดย...ซิวซี แซ่ตั้ง

หลังจากกลับมาอยู่กรุงเทพฯ ผมไม่คิดจะไปทำงานไกลบ้านอีกเลย โดยเฉพาะการไปทำงานทางภาคใต้ แม้จะได้เงินดีก็จริง แต่ก็เสี่ยงเกินไป การอยู่ในป่ากรีดยางแบบนั้น ไม่รู้ว่าจะตายวันตายพรุ่ง ถ้าผมตายไป ลูกเมียจะลำบากแค่ไหน

เรื่องสำคัญอีกอย่างคือ ผมรู้สึกว่าการต้องอยู่ไกลครอบครัว ไม่ได้เห็นหน้าลูกเมียเป็นความทุกข์ทรมานที่ยากจะบรรยาย ตอนที่กลับมาจากภาคใต้ สถานการณ์เรื่องห้ามส่งหนังสัตว์เป็นสินค้าออกต่างประเทศเริ่มคลี่คลาย ธุรกิจฟอกหนังดีขึ้น ผมกลับมาลุยธุรกิจโรงงานฟอกหนังต่อ ด้วยทุนที่ได้มาจากการรับจ้างกรีดยาง 7,000 กว่าบาท ทำให้สามารถต่ออายุการทำโรงงานฟอกหนังของผมไปได้อีกสักพัก และเป็นเงินโชคดีของผม ในเวลาต่อมา

กิจการโรงงานฟอกหนังของผมไม่สามารถทำกำไรให้มากมายอย่างแต่ก่อน อาศัยว่าผมเป็นคนเก็บเล็กผสมน้อย อย่างคนไทยว่า “มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท อย่าให้ขาดสิ่งของต้องประสงค์ มีน้อยใช้น้อยค่อยบรรจง อย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน” การเป็นคนประหยัดก็ทำให้ผมมีเงินสดหรือทองที่พร้อมจะแปลงเป็นเงินสดได้ ความเป็นคนทำมาหากิน ขยัน มีอัธยาศัยดี และซื่อสัตย์ ทำให้ผมมีเครดิตกู้เงินได้คล่องและมีเพื่อนฝูงมาก ทำให้ผมคว้าโอกาสที่สำคัญครั้งหนึ่งในชีวิตในเวลาต่อมา

ในวิกฤตก็มีโอกาส ในปลายปีนั้นเองผมไปซื้อโรงงานซึ่งมีเนื้อที่ 7 ไร่ครึ่ง เป็นโรงงานฟอกหนังเก่าที่เลิกกิจการ ชื่อ “ลิ้มซุนฮวด” เจ้าของเดิมประสบปัญหาขาดทุนมากจากวิกฤตห้ามส่งหนังออกนอก จึงรีบขายโรงงานพร้อมอุปกรณ์และเซ้งในราคาถูกเพียง 1.2 หมื่นบาท และจ่ายค่าเช่าที่ให้เจ้าของที่ปีละ 2,500 บาท ทำสัญญาทุก 10 ปี ซึ่งราคาถูกมากเมื่อเทียบกับพื้นที่ที่ใหญ่มากกว่าโรงงานเช่าเดิมของผมกว่า 7 เท่า ผมไม่รีรอรีบเอาเงินที่สะสมและกู้ยืมเงินจากคนรู้จักมาซื้อและเซ้งที่ดินต่อทันทีและยกเลิกสัญญาเช่ากับโรงงานเก่าที่ผมต้องจ่ายค่าเช่าเดือนละ 600 บาท แล้วมาเปิดโรงงานที่ใหม่ ผมให้ชื่อโรงงานใหม่นี้ว่า “โรงงานฟอกหนังเกี้ยงอุ้ยล้ง”

จากการรู้จักคนมากทำให้ผมรู้ว่าจะทำอย่างไรกับโรงงานใหม่ของผมที่มีพื้นที่มากกว่า 7 ไร่ ไม่ถึงครึ่งปีผมก็ได้ให้คนเลี้ยงปลาเช่าเซ้งที่ 3 ไร่ สัญญา 10 ปี โดยจ่ายค่าเซ้งที่ 2 หมื่นบาท ให้ผมและเขาจะต้องจ่ายค่าเช่าเป็นรายปี ปีละ 1,000 บาท ให้กับเจ้าของที่ คนเลี้ยงปลา ขุดบ่อเลี้ยงปลา 4 บ่อ เลี้ยงปลาเฉาฮื้อ (ปลากินหญ้า), ปลาซ่งฮื้อ (ปลาหัวโต), ปลาลิ่นฮื้อ (ปลาเกล็ดเงิน) และปลาช่อน แค่รายแรกผมก็ได้กำไรเป็นตัวเงิน 8,000 บาท และผมยังกำไรเป็นตัวอาคารโรงงานไร่กว่าและที่ดินอีก 3 ไร่เศษ โดยจ่ายค่าเช่าที่ให้เจ้าของที่เพียงปีละ 1,500 บาท ซึ่งถูกมาก เงินกำไร 8,000 บาทนั้น บางส่วนนำไปใช้หนี้ และอีกหลายพันบาท ผมนำไปซื้อสร้อยทองเก็บไว้

การเซ้งที่นั้นเป็นการพูดคุยกับคนที่มาเซ้งกำหนดพื้นที่แล้วทำรั้วเล็กๆ กั้นพื้นที่ เขียนสัญญาเป็นภาษาจีนแค่แผ่นเดียว ผมแจ้งทางเจ้าของที่ว่าเป็นญาติกันโดยปกติก็จะเจอคนดูแลที่ดินที่เป็นผู้หญิงวัยกลางคน เดือนหนึ่งจะมาดูที่ดินแถวผมสัก 2-3 ครั้ง สอบถามใครเป็นใคร ทำอะไรกันบ้างบนที่ดินเช่า ทุกครั้งที่เจอผมมักจะให้เนื้อหมูราว 2 กิโลกรัมและอาหารอื่นๆ เป็นของฝากเสมอ จนคนดูแลที่ดินออกปากชมผมเสมอว่าเป็นคนมีน้ำใจ ขอให้ร่ำขอให้รวย

อีกราว 5 ปี ต่อมาราวปี พ.ศ. 2503 (ค.ศ. 1960) ก็มีคนมาเซ้งที่กับผมเป็นพื้นที่ 2 ไร่กว่า โดยมาเซ้งที่ร่วมกันของกลุ่มเพื่อน 3 คน 2 คนแรกทำโรงงานทอผ้า อีกคนทำโรงงานเต้าหู้ ค่าเซ้งที่ 3 หมื่นบาท ค่าเช่าที่จ่ายกับเจ้าของที่ 700 บาท/ปี ที่เซ้งแพงเพราะเซ้งอาคารโรงงานด้วย โดยผมแบ่งอาคารโรงงานครึ่งหนึ่งให้เขาเซ้ง ผมได้กำไร 3 หมื่นบาท ค่าเช่าลดลงเหลือปีละแค่ 800 บาท ผมยังเหลืออาคารโรงงานราวครึ่งไร่ และที่ดินว่างอีกไร่กว่า

(อ่านต่อฉบับวันเสาร์หน้า)

ข่าวล่าสุด

นิด้าโพล ชี้ “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” มหาดไทย รับศึกหนักสุด

นิด้าโพล ชี้ “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” มหาดไทย รับศึกหนักสุด