
ประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน
โดย...ธนกร ลิ้มวิทย์ธราดล ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์
โดย...ธนกร ลิ้มวิทย์ธราดล ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์
5th plenum คือ การประชุมใหญ่ ครั้งที่ 5 ของคณะกรรมการกลางแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน สมัยที่ 18 นับตั้งแต่การเข้ามาดำรงตำแหน่งในเดือน พ.ย. 2012 โดยทั่วไปการประชุมจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ปีละ 1 ครั้ง ตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 5 ปี ของคณะกรรมการกลาง
การประชุมในครั้งนี้มีคณะกรรมการจำนวนทั้งสิ้น 375 คน เข้าร่วมการประชุมและมีประธานาธิบดี สีจิ้นผิง เป็นประธานการประชุม ใช้เวลา 4 วัน ตั้งแต่วันที่ 26-29 ต.ค. 2015 จุดประสงค์หลักของการประชุม คือการกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย รวมถึงความมั่นคงของพรรคคอมมิวนิสต์
การประชุม 5th plenum จึงมีความสำคัญ เนื่องจากการประชุมนี้มีการกำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปีข้างหน้า เป็นวาระการประชุมหลัก ซึ่งนับเป็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 13 โดยจะใช้สำหรับปี 2016-2020 และเป็นแผนฉบับแรกที่ออกมาในสมัยของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ซึ่งมีเจตนารมณ์อย่างชัดเจนว่าจะทำการปฏิรูปเศรษฐกิจจีนให้เติบโตอย่างยั่งยืน
ดังนั้น แผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะ 5 ปีชุดนี้ จึงเป็นที่จับตามองจากทั่วโลกว่าทางรัฐบาลจีนจะมีแนวนโยบายเศรษฐกิจและแผนปฏิรูปอย่างไรในระยะต่อไป ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ รัฐบาลจีนจะมีการเผยแพร่แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับนี้อย่างเป็นทางการในเดือน มี.ค. 2016
นักลงทุนทั้งหลายต่างจับตามองว่ารัฐบาลจีนจะตั้งเป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจจีนไว้ที่ระดับใด โดยส่วนใหญ่คาดว่าจีนจะปรับลดเป้าหมายการเติบโตลงจากเดิม 7% ที่ตั้งไว้ในปี 2015 หลังจากการประชุม 5th Plenum สิ้นสุดลง รัฐบาลจีนได้แถลงในเบื้องต้นเกี่ยวกับแผนระยะ 5 ปี ว่า รัฐบาลจีนตั้งเป้าหมายจะทำให้จีนเป็นสังคมที่มีความมั่งคั่งในระดับปานกลาง (Moderately Prosperous Society) โดยการเพิ่มขนาดของเศรษฐกิจจีนให้เป็น 2 เท่าของปี 2010 ให้ได้ภายในปี 2020 ซึ่งเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับการครบรอบ 100 ปี ของการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน
การจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว เศรษฐกิจจีนจำเป็นที่จะต้องเติบโตโดยเฉลี่ย 6.5% ในช่วงระหว่างปี 2016-2020
การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่รัฐบาลจีนได้กล่าวไว้นับตั้งแต่เริ่มเข้ามาบริหารประเทศและจะยังเป็นเป้าหมายหลักของแผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะ 5 ปีต่อไป โดยรัฐบาลจีนต้องการเปลี่ยนจากเศรษฐกิจที่เน้นการเติบโตจากการลงทุนมาเป็นเน้นการเติบโตจากการบริโภคในประเทศ ซึ่งแผนดังกล่าวมีขึ้นตั้งแต่แผนระยะ 5 ปีครั้งก่อนในปี 2010
อย่างไรก็ตาม ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนการบริโภคภาคเอกชนใน GDP จีนเพิ่มขึ้นเพียง 2% จาก 36% ในปี 2010 มาเป็น 38% ในปี 2014 ซึ่งถือว่ายังไม่บรรลุเป้าหมายเท่าใดนัก ขณะเดียวกันจีนต้องการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจจากเดิมที่เน้นการผลิตภาคอุตสาหกรรมมาเน้นภาคบริการ ซึ่งปัจจุบันได้มีพัฒนาการมาค่อนข้างมาก เห็นได้จากสัดส่วนภาคอุตสาหกรรมและบริการในช่วง 5 ปีก่อนที่อยู่ระดับ 46% และ 44%ของ GDP ตามลำดับ
แต่ในปี 2015 สัดส่วนดังกล่าวอยู่ที่ระดับ 41% และ 50% ของ GDP ตามลำดับ โดยรายได้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นช่วยให้อุปสงค์ของภาคบริการเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
จีนยังต้องการเปลี่ยนจากการเป็นฐานการผลิตสินค้าที่ใช้ต้นทุนต่ำมาเป็นฐานการผลิตสินค้าที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น ส่วนหนึ่งเพื่อเป็นการปรับตัวรับมือกับจำนวนประชากรวัยแรงงานที่กำลังลดลงและค่าจ้างแรงงานที่ปรับเพิ่มขึ้นมาก
ดังนั้น แผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะ 5 ปี ครั้งที่ 13 นี้ จีนจึงจะเน้นการส่งเสริมการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา รวมถึงสนับสนุนทางการเงินให้แก่อุตสาหกรรมเป้าหมาย
อย่างไรก็ตาม สำหรับปัญหาทางด้านโครงสร้างประชากรที่กล่าวมานั้น รัฐบาลจีนแก้ปัญหาโดยการยกเลิกนโยบายลูกคนเดียว และยอมให้ครอบครัวมีลูกได้ 2 คน ซึ่งเป็นมาตรการในระยะยาวเพื่อเพิ่มอัตราการเกิด การขาดแคลนประชากรวัยแรงงาน และสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุเพิ่มสูงขึ้น
สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การเปิดเสรีด้านเงินทุนเคลื่อนย้ายที่จะมีมากขึ้นในอนาคต รวมถึงการผลักดันสกุลเงินหยวนสู่สากล โดยปัจจุบันจีนยังมีการควบคุมเงินทุนจากต่างประเทศ โดยการกำหนดโควตาการลงทุนจากต่างชาติในตลาดการเงินของจีน และการลงทุนของคนจีนในต่างประเทศ ส่งผลให้ตลาดการเงินของจีนมีมูลค่าการลงทุนข้ามพรมแดนเพียง 2 ล้านล้านหยวน ของมูลค่าตลาดหลักทรัพย์และพันธบัตรรวมกัน 69 ล้านล้านหยวน
ในอนาคตเราจะเห็นรัฐบาลจีนทยอยลดการจำกัดโควตาการลงทุนจากต่างประเทศและการลงทุนนอกประเทศของคนจีน จากนั้นจึงตามด้วยการยกเลิกระบบโควตาการเข้าออกของเงินทุนในระยะยาว ซึ่งเราได้เห็นการทดลองการเปิดเสรีลักษณะดังกล่าวแล้วในเขตการค้าเสรีเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Free Trade Zone)
ผลข้างเคียงจากการปฏิรูปเศรษฐกิจมีอะไรบ้าง มาตรการปฏิรูปเศรษฐกิจของจีนที่ผ่านมามุ่งเน้นการแก้ปัญหาสำคัญและลดความเสี่ยงต่างๆ เช่น การลดการลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีกำลังการผลิตส่วนเกิน เช่น อุตสาหกรรมเหล็กและวัสดุก่อสร้าง เป็นต้น การลดการลงทุนของรัฐบาลท้องถิ่นที่ไม่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการลดการพึ่งพาภาคการเงินนอกระบบ (Shadow Banking) สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดการชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะสั้นและเกิดการปิดตัวลงของธุรกิจต่างๆ ที่ขาดประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อตลาดแรงงานและส่งผลกระทบต่อรายได้ของครัวเรือน จนอาจเป็นอุปสรรคต่อการบริโภคที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจจีน
ดังนั้น รัฐบาลจีนจึงจำเป็นต้องเข้ามาดูแลการเติบโตของเศรษฐกิจ ทั้งการเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การลดอัตราดอกเบี้ย และสัดส่วนการดำรงเงินสำรองธนาคารพาณิชย์ เป็นต้น เพื่อสนับสนุนการใช้จ่ายในประเทศ
คำถามคือแล้วมันจะส่งผลอย่างไรต่อเศรษฐกิจจีนในระยะต่อไป?
เศรษฐกิจจีนกำลังเดินมาในทิศทางที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ถึงแม้ว่าอัตราการเติบโตจะไม่มากเท่ากับในอดีต แต่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยการใช้จ่ายของภาคเอกชนเป็นหลักและอาศัยกลไกตลาดมากขึ้นนั้น มีประสิทธิภาพมากกว่าเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยภาครัฐ
นอกจากนี้ การลดการพึ่งพาภาคอุตสาหกรรมลงและเพิ่มสัดส่วนภาคบริการจะช่วยลดการพึ่งพาการส่งออก ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกลงได้ ขณะเดียวกันการหันมาพัฒนาทางด้านวิจัยและนวัตกรรม ทำให้จีนสามารถลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศได้ในระยะยาว
ทั้งนี้ เศรษฐกิจจีนยังมีความสามารถในการเติบโตได้อีกมาก ด้วยปัจจุบันสัดส่วนของประชากรในเขตเมืองและรายได้ต่อหัวของจีนยังต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐ ญี่ปุ่น และประเทศในกลุ่มยูโรโซนค่อนข้างมาก ดังนั้น การปฏิรูปเศรษฐกิจจะทำให้จีนสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
การมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจโดยการยกระดับรายได้ของประชาชนจีน ส่งผลให้กำลังซื้อของจีนมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้นในอนาคต รวมถึงการขยายตัวของเมืองในจีน ซึ่งส่งผลต่อแนวโน้มการบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือย และการใช้จ่ายด้านธุรกิจบริการมีมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวของคนจีนที่มีแนวโน้มเติบโตได้อีกมาก
ดังนั้น ธุรกิจไทยควรมองหาแนวทางในการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์นี้ นอกจากนี้ การที่จีนจะผ่อนคลายการเคลื่อนย้ายเงินทุนจะช่วยเปิดโอกาสให้ไทยเข้าไปลงทุนในจีน ทั้งการลงทุนทางตรง (Foreign Direct Investment) และการลงทุนในตลาดหุ้นและพันธบัตร (Portfolio Investment) เพื่อกระจายความเสี่ยงและหาผลตอบแทนได้มากขึ้นอีกด้วย
ขณะเดียวกัน บริษัทจีนซึ่งมีแนวโน้มออกมาลงทุนนอกประเทศมากขึ้นจะเป็นโอกาสของไทยที่เป็นเป้าหมายการลงทุน โดยธุรกิจที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์ เช่น นิคมอุตสาหกรรม การขนส่ง การก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง รวมถึงธุรกิจบริการต่างๆ เป็นต้น







