
ตลาดเกิดใหม่ใจชื้น 2016 ไม่แย่ลงกว่าเดิม
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
ปีแพะ 2015 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปทำเอาหลายประเทศตลาดเกิดใหม่หายใจหายคอไม่ทั่วท้อง เพราะเจอมรสุมมาพร้อมกันทีเดียวหลายด้าน
สินค้าโภคภัณฑ์ที่เคยเป็นสินค้าส่งออกและตัวทำเงินหลักราคาตกวูบจนฉุดรายได้กันถ้วนหน้า จากผลพวงของราคาน้ำมันโลกที่ดิ่งลงสุดในรอบเกือบ 11 ปี เพราะสต๊อกน้ำมันล้นโลกจนส่งผลสะเทือนตั้งแต่ประเทศร่ำรวยน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย อย่างซาอุดิอาระเบีย ไปจนถึงอาเซียนและละตินอเมริกา
การบริโภคของจีนที่อ่อนแรงลงก็ยังคงเป็นอีกแรงฉุดที่สำคัญในปีที่ผ่านมาต่อประเทศผู้ส่งออกในตลาดเกิดใหม่ และกระทบในแทบจะทุกกลุ่มสินค้า และสิ้นปี 2015 ยังมีแรงกระเพื่อมส่งท้ายจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 9 ปี ไปอยู่ที่ 0.25-0.5%
มรสุมเหล่านี้ที่ทำให้บรรยากาศในหลายประเทศซบเซาข้ามปี จึงทำให้เกิดการตั้งคำถามขึ้นว่า เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในปี 2016 จะฟื้นตัวดีขึ้นได้จริงหรือไม่ ในเมื่อปัจจัยเสี่ยงเดิมๆ หลายตัวยังคงมีอยู่ ทั้งราคาน้ำมันโลกขาลง และภาวะเศรษฐกิจจีนที่ยังเอาแน่เอานอนไม่ได้
อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์และธนาคารชั้นนำหลายแห่งทั่วโลกต่างเชื่อว่า แม้จะไม่ได้ดีขึ้นจนถึงขั้นจุดพลุเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ได้ แต่ในภาพรวมแล้วเศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่ก็จะฟื้นตัวขึ้นอย่างแน่นอนในปี 2016 นี้
โกลด์แมน แซคส์ คาดการณ์ถึงทิศทางตลาดเกิดใหม่ในปีหน้าว่าจะมีการปรับตัวดีขึ้น แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ฝั่งที่เศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้นที่สุดจะเป็นเม็กซิโกและประเทศในยุโรปกลาง โดยเฉพาะโปแลนด์และฮังการี ส่วนเอเชียจะยังมีทั้งที่ดีขึ้นและยังแย่เหมือนเดิม ซึ่งกลุ่มที่แย่ยังคงเป็นผู้ส่งออกน้ำมันและสินค้าในกลุ่มพลังงาน
จากรายงานคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) พบว่า เศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ในปีหน้าจะขยายตัวได้มากขึ้นเป็น 4.5% จากที่คาดว่าจะขยายตัวเพียง 3.9% ในปี 2015
การเติบโตในปีนี้เริ่มที่ทวีปละตินอเมริกาที่ขยายตัวขึ้น 0.20% จาก ลบ 0.8% ในปีก่อน ส่วนภาคพื้นยุโรปกลางจะขยายตัวได้ 1.7% จาก ลบ 0.2% ขณะที่เอเชียซึ่งไม่รวมญี่ปุ่น จะเติบโต 5.8% จาก 5.7%
ภาณุ พาเวจา นักยุทธศาสตร์จากธนาคารยูบีเอส ให้มุมมองกับไฟแนนเชียลไทมส์ ว่า การที่ตลาดเกิดใหม่ไม่ได้ฟื้นตัวเพิ่มขึ้นมากนัก เป็นเพราะปัญหาเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้รุนแรงพอที่จะเป็นวิกฤตการณ์ จนผลักดันให้เกิดการปฏิรูปเศรษฐกิจในเชิงโครงสร้าง ทำให้ปัญหาพื้นฐานของตลาดเกิดใหม่ยังไม่ได้รับการแก้ไข และยังแขวนตัวเองไว้กับเศรษฐกิจจีนและนโยบายการเงินของสหรัฐ
ดังนั้น ตลาดเกิดใหม่ที่มีสัดส่วนถึง 75% ของจีดีพีโลกและเคยเฟื่องฟูเป็นดาวดวงใหม่บนเวทีเศรษฐกิจโลกในยุค 2000s จึงไม่สามารถกลับไปสู่ยุคเฟื่องฟูได้อีกในเร็วๆ นี้ ขณะที่ตัวเลขการเติบโตของจีดีพีโดยรวมก็จะแซงหน้ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้วเพียง 2.1% ซึ่งแคบลงมากจากที่เคยทิ้งห่างถึงกว่า 7% เมื่อปี 2009
สำหรับปัจจัยเสี่ยงจากในปี 2015 ที่น่าห่วงว่าจะยังมีผลต่อเนื่องจนเป็นแรงฉุดต่อมาจนถึงปี 2016 นั้น อาจไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด
ประเด็นราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ดิ่งลงหนักนั้น เป็นสิ่งที่ตลาดรับรู้และได้คาดการณ์ถึงภาวะที่เลวร้ายที่สุดกันไปเยอะแล้ว ไม่เหมือนกับเมื่อปี 2015 ที่ตลาดคาดการณ์เอาไว้เมื่อต้นปีว่า ราคาจะกลับสู่ภาวะปกติได้ในช่วงกลางปี เพราะกลุ่มน้ำมันจากหินดินดาน (เชลออยล์) จะเป็นฝ่ายแพ้ ซึ่งเมื่อเหตุการณ์ไม่เป็นไปตามที่คาด ซ้ำกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) ตะบี้ตะบันสู้แบบเหนือความคาดหมาย จึงทำให้ตลาดในปีที่แล้วผันผวนหนักเกินคาด ดังนั้นสถานการณ์ตลาดน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์จะมีเสถียรภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ การที่สภาพอากาศโลกมีแนวโน้มแปรปรวนอย่างรุนแรงต่อเนื่องไปจนถึงปี 2016 ที่สำนักงานด้านอุตุนิยมวิทยาทั่วโลกคาดการณ์กันว่าจะเกิดปรากฏการณ์เอลนินโญรุนแรงในครึ่งปีแรก และอาจตามด้วยปรากฏการณ์ลานินญาตามมาในครึ่งปีหลัง ก็อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ดันให้ราคาสินค้าเกษตรแพงขึ้น หลังจากที่ภาวะแห้งแล้งในปีที่ผ่านมาสามารถดันราคาน้ำตาลและน้ำมันปาล์มในตลาดโลกให้ปรับตัวสูงขึ้นได้เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีมาแล้ว
สำหรับปัจจัยเศรษฐกิจจีนนั้น แม้นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยจะเชื่อว่าจีนจะยังคงเจอความเสี่ยงหนักๆ อีกมากในปีนี้ ทั้งความเสี่ยงที่ฟองสบู่ตลาดหุ้นจะแตก และความผันผวนหนักจากภาวะทุนไหลออกตามการขึ้นดอกเบี้ยในสหรัฐ แต่โดยรวมแล้วก็เชื่อว่ารัฐบาลประธานาธิบดี สีจิ้นผิง จะเอาอยู่ เพราะมีทั้งการทยอยปรับตัว รวมถึงส่งสัญญาณย้ำความเชื่อมั่นติดกันหลายระลอกแล้วว่าจีนจะพยุงเศรษฐกิจในปีนี้ให้เติบโตขึ้นได้
ก่อนหน้านี้ ที่ประชุมแกนนำพรรคคอมมิวนิสต์ส่งสัญญาณพร้อมใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในปีหน้า โดยจะใช้นโยบายการเงินที่ยืดหยุ่นและผ่อนคลายต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับนโยบายการคลัง โดยจะดำเนินงบประมาณขาดดุลเพิ่มขึ้นในปีงบประมาณหน้า และจะเข้ากระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่คาดว่าจะอ่อนแรงลงจากเงินทุนไหลออกหลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่หลายฝ่ายเชื่อว่าจีนยังมีแนวโน้มจะกดค่าเงินหยวนให้อ่อนค่าลงอีกในปีหน้า เพื่อกระตุ้นภาคการส่งออกด้วย
ขณะที่ปัจจัยการทยอยขึ้นดอกเบี้ยในปีหน้าของเฟด ซึ่งหลายฝ่ายกังวลต่อภาวะการแข็งค่าขึ้นของเงินเหรียญสหรัฐมากที่สุด เพราะจะกระทบต่อภาระหนี้ต่างประเทศระยะสั้น-ระยะยาว และต้นทุนการกู้ยืมของหนี้ภาคเอกชนในตลาดเกิดใหม่ที่ เวลส์ ฟาร์โก ระบุว่าตลาดเกิดใหม่มีหนี้สกุลเงินเหรียญสหรัฐถึง 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (กว่า 108 ล้านล้านบาท) นั้น ก็อาจไม่น่าห่วงมากนัก โดยนักวิเคราะห์หลายฝ่ายเชื่อว่าเงินเหรียญสหรัฐจะไม่แข็งค่าขึ้นมากเกินไป
การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดในปีนี้จะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเฟดจะประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นกับตลาดและเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด ก่อนที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในแต่ละครั้ง ซึ่งจากประสบการณ์ในปี 2004 เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นเพียงระยะหนึ่งหลังการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในช่วง 6 เดือน จากนั้นจึงทยอยแข็งค่าขึ้น ยิ่งภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่การฟื้นตัวของสหรัฐยังไม่แข็งแกร่งขึ้นอย่างชัดเจน จึงทำให้เชื่อว่าเฟดเองจะไม่ทำให้เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าเกินไปจนกระทบต่อการฟื้นตัวของภาคเอกชน ซึ่งนี่ก็จะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยคลายความกังวลของตลาดเกิดใหม่ไปด้วยในปี 2016 นี้







