
เรียนรู้ทรัพยากรคน ลงทุน‘ซีแอลเอ็มวี’
โดย...สราวุธ ไพฑูรย์พงษ์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
โดย...สราวุธ ไพฑูรย์พงษ์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
ทรัพยากรมนุษย์คือปัจจัยที่สำคัญสุดของการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาประเทศหรือพัฒนาองค์กร แม้แต่ชุมชนหรือครอบครัวก็ตาม หากปราศจากทรัพยากรมนุษย์ในปริมาณและคุณภาพที่ต้องการ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการใช้ทรัพยากรอื่นๆ เพื่อพัฒนาองค์การหรือพัฒนาประเทศย่อมไม่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันกลุ่มซีแอลเอ็มวี (ประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ก็เป็นเพื่อนบ้านในลุ่มแม่น้ำโขงที่ต้องพึ่งพาอาศัยกันอย่างใกล้ชิด รวมทั้งเป็นแหล่งทรัพยากรและการลงทุน ทั้งสองอย่างนี้จึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ที่มีความเสรีทางเศรษฐกิจมากขึ้น ทุนเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรี การบริหารและคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ของแต่ละประเทศ นอกจากจะกลายเป็นจุดดึงดูดสำคัญของการลงทุนแล้ว ยังเป็นตัวกำหนดรูปแบบการลงทุนอีกด้วย บริบทความเสรีทางเศรษฐกิจของอาเซียนและลุ่มแม่น้ำโขงก็ไม่ต่างกัน จะสังเกตได้ว่าฐานการลงทุนของอุตสาหกรรมหลายอย่างใช้ประเทศในภูมิภาคอาเซียนเป็นฐานการผลิต ที่พบมากอย่างมีนัยสำคัญคือ 3 ฐานการผลิตของอุตสาหกรรม
อย่างแรกคือ อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น เน้นการใช้แรงงานราคาถูก อย่างที่สองคือ การถูกเลือกให้เป็นปลายทางของการรับจ้างผลิตสินค้าในห่วงโซ่การผลิต และอย่างที่สาม คือ การเป็นฐานการผลิตและประกอบสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์
คำถามคือ ทำไม?
คำตอบคือ อาเซียนเนื้อหอมมากในแง่การลงทุน เพราะเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจ แม้การเติบโตทางเศรษฐกิจและการขยายตัวของตลาดจะไม่สูงลิ่ว แต่ก็สวนทางกับกระแสเศรษฐกิจโลกที่หดตัวลง ที่สำคัญทรัพยากรธรรมชาติยังอุดมสมบูรณ์กว่าเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น เส้นทางคมนาคมมีจุดเชื่อมโยงและกระจายการส่งสินค้าไปยังภูมิภาคอื่นได้สะดวก และมีต้นทุนการบริหารจัดการที่ต่ำกว่าการลงทุนในภูมิภาคอื่น ปีที่ผ่านมาซีแอลเอ็มวีมีอัตราเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยสูงถึง 7% และมีตัวเลขการลงทุนจากต่างชาติมากถึง 13.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ
กลุ่มซีแอลเอ็มวีมีข้อได้เปรียบชาติอาเซียนอื่นๆ คือ มีทรัพยากรธรรมชาติมาก มีประชากรวัยแรงงานในสัดส่วนที่สูง (รวมกัน 4 ชาติเกือบ 100 ล้านคน) อีกทั้งมีค่าแรงในระดับต่ำ (หากเปรียบเทียบกับประเทศไทยหลังขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาท มีเพียงสิงคโปร์ มาเลเซีย และบรูไน เท่านั้นที่มีระดับค่าจ้างเฉลี่ยสูงกว่าประเทศไทย)
เมื่อพิจารณาตำแหน่งทางภูมิศาสตร์จะพบว่า สปป.ลาว และเมียนมามีอาณาเขตติดกับประเทศจีนและอินเดีย การขยายการลงทุนในกลุ่มซีแอลเอ็มวี สามารถขยายฐานการจำหน่ายไปยังประเทศจีนและอินเดีย ซึ่งมีประชากรจำนวนมากอีกด้วย (จีนและอินเดียมีประชากรรวมกันราว 2,500 ล้านคน) การลงทุนในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีจึงได้รับความนิยมมาก มีนักลงทุนจากไทยไปลงทุนในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีจำนวนมาก ในปีที่ผ่านมาการลงทุนของไทยในซีแอลเอ็มวี มูลค่ากว่า 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเวียดนามเป็นประเทศที่นักลงทุนไทยนิยมไปลงทุนมากที่สุด มีมูลค่ารวมราว 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ รองลงมาคือ กัมพูชา มูลค่าราว 2,400 ล้านเหรียญสหรัฐ สปป.ลาว มูลค่าราว 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐ และเมียนมา มูลค่าราว 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ
อุตสาหกรรมไทยที่ไปลงทุนมากที่สุดในซีแอลเอ็มวี คืออุตสาหกรรมการผลิตและค้าส่งและค้าปลีกขนาดใหญ่ เช่น กลุ่มซีพี บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ และบริษัท ไทยนครพัฒนา เป็นต้น อุตสาหกรรมเกี่ยวกับเหมืองแร่และพลังงาน เช่น บริษัท บ้านปู เป็นต้น รวมถึงอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง เช่น บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี สำหรับอุตสาหกรรมบริการ เช่น ธุรกิจธนาคารและโรงพยาบาล เป็นต้น และยังมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไปเปิดแฟรนไชส์ในกลุ่มซีแอลเอ็มวีด้วย
แน่นอนการขยายการลงทุนไปยังประเทศเหล่านี้เป็นโอกาสที่สำคัญสำหรับนักลงทุน แต่จะต้องเผชิญกับข้อท้าทายประการสำคัญ นั่นคือ ทรัพยากรมนุษย์ของประเทศเหล่านั้น แม้มีข้อได้เปรียบหลายอย่าง อาทิ จำนวนแรงงานและระดับค่าจ้างที่ถูกกว่า แต่ยังมีข้อท้าทายเรื่องการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในกลุ่มประเทศเหล่านี้ อาทิ คุณลักษณะเฉพาะตัวของแรงงาน สภาพตลาดแรงงาน กฎหมายและกฎระเบียบ ตลอดจนข้อบังคับด้านแรงงานภายในประเทศ
ที่ผ่านมาแม้นักลงทุนไทยจะไปลงทุนในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีมากแล้ว แต่ยังมีนักลงทุนไทยหน้าใหม่ที่ประสงค์จะไปแสวงหาโอกาสในซีแอลเอ็มวีอีกมาก ดังนั้นการถ่ายทอดประสบการณ์เกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ จึงเป็นความท้าทายที่มีความสำคัญมาก การจัดการความรู้ในเรื่องนี้ยังอยู่ในวงแคบ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องสำคัญและจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อนักลงทุน







