posttoday
เปิดทางเลือก‘ร่วมจ่าย’ หนุนขึ้นแวตอุ้มกองทุนสุขภาพ

เปิดทางเลือก‘ร่วมจ่าย’ หนุนขึ้นแวตอุ้มกองทุนสุขภาพ

01 มกราคม 2559

ในที่สุดกรรมการจัดทำแนวทางการระดมทรัพยากรเพื่อความยั่งยืนของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ในที่สุดกรรมการจัดทำแนวทางการระดมทรัพยากรเพื่อความยั่งยืนของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ก็เคาะแนวทาง “ร่วมจ่าย” เข้าสู่กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “30 บาทรักษาทุกโรค” เพื่อให้ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข ตัดสินใจต่อไป หลังจากร่วมประชุมระดมสมองกันมานานหลายเดือน

น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะถือเป็นครั้งแรกที่เมื่อพูดถึงการร่วมจ่ายแล้วมีทางเลือกออกมาชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการเสนอให้ “ร่วมจ่าย” ด้วยการแบ่งรายได้ประชาชนออกเป็น 3-5 ระดับ ว่าใครควรจ่ายในอัตราใด หรือโมเดลการร่วมจ่ายแบบที่ไม่ใช่ จ่าย ณ จุดให้บริการ แต่เป็นจ่ายผ่านระบบ “ภาษี” แทน

รวมถึงหากจะให้ระบบ “บัตรทอง” ต้องร่วมจ่าย “ข้าราชการ” ก็ต้องจ่ายเองเช่นเดียวกัน ขณะที่กองทุนประกันสังคมที่ร่วมจ่ายอยู่แล้วนั้นก็ต้องปรับอัตราชัดเจน เช่น คนเงินเดือนสูง ก็ต้องจ่ายในอัตราเพิ่มขึ้นด้วย รวมถึงอัตราเหมาจ่ายรายหัวต่อโรคของแต่ละกองทุนก็ควรจะใกล้เคียงกัน

คณะกรรมการฯ เชื่อว่าหลักคิดนี้อาจนำไปสู่การหลอมรวมกองทุนสุขภาพให้เหลือกองทุนเดียว เพราะเมื่อทุกคนต้องจ่ายเท่าเทียมกันหมด ก็ไม่มีเหตุผลที่จะแยกกองทุนเพื่อบริหารอีกต่อไป

ข้อเสนอทั้งหมดจะถูกส่งไม้ต่อให้คณะทำงานชุดใหม่ที่จะมีหน้าที่แปลงข้อเสนอสู่การปฏิบัติ ซึ่ง นพ.ปิยะสกล รับปากว่าจะแต่งตั้งทันทีหลังจากนี้

นพ.ถาวร สกุลพาณิชย์ ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย (สวปก.) บอกว่า แนวคิดทั้งหมดเกิดจากการศึกษาความเป็นไปได้ว่าหากต้องร่วมจ่ายจะใช้วิธีอย่างไรบ้าง โดยดูตัวอย่างจากหลายประเทศ ภายใต้หลักการสำคัญคือประชาชนต้องไม่เดือดร้อน และเป็นการช่วยให้ระบบเกิดความยั่งยืน

ทั้งนี้ ร่วมจ่าย หมายความว่า เงินต้องออกจากกระเป๋าผู้ใช้บริการแน่นอน แต่ขึ้นอยู่กับว่าจะออกจากกระเป๋าอย่างไร โดยอาจเป็นได้ทั้งจากการยื่นภาษีเพิ่ม การจ่ายสมทบรูปแบบเดียวกับระบบประกันสังคม หรือร่วมจ่ายเพิ่มจากภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่อัตราการจ่ายต้องไม่สูงจนเกินไป รวมถึงต้องสอดคล้องกับตัวเลขผลผลิตมวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) ที่เพิ่มขึ้นแต่ละปีด้วย

ขณะที่ นิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ บอกว่า หากจะให้แบ่งรายได้ว่าใครควรจ่ายหรือไม่คงเป็นไปได้ยาก เพราะจะกลายเป็นการแบ่งระดับคน ขณะเดียวกันก็ต้องหาคนมาคอยตรวจสอบอีกขั้นว่ารายได้ที่แจ้งคือรายได้จริงหรือไม่ ซึ่งก็ยากเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม หากจะ “ร่วมจ่าย” นั้น นิมิตร์เห็นด้วยกับวิธีการเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น เพิ่มแวตจาก 7% เป็น 10% อย่างน้อยก็จะได้เงินเพิ่มขึ้น 1.5-1.6 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีภาษีสำหรับใช้จ่ายเพื่อดูแลสวัสดิการด้านสุขภาพของประชาชนเพิ่มเป็น 3 แสนล้านบาท สำหรับดูแลประชาชนได้ทุกกองทุน รวมถึงจะเบียดบังภาระงบประมาณของรัฐบาลน้อยลง เพราะประชาชนเป็นคนควักจ่ายเอง

“แต่หลักการสำคัญคือ ถ้าจะขึ้นแวตก็ต้องระบุชัดว่าเงินภาษีที่ได้เพิ่มขึ้นมานั้นมีวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อดูแลสุขภาพ ไม่ใช่เอาไปทำอย่างอื่น จนไม่เหลือเงินดูแลประชาชน” นิมิตร์ ระบุ

นิมิตร์หวังว่าในปีนี้ คณะทำงานที่กำลังจะแต่งตั้งขึ้นจะเริ่มทำงานได้ทันที โดยไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ รวมถึงจะได้สัญญาณชัดเจนเสียทีว่าจะต้องร่วมจ่ายหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาเสียเวลาถกเถียงไปมากแล้ว

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69