posttoday
ประชามติร่างรธน.ชี้อนาคตประเทศ

ประชามติร่างรธน.ชี้อนาคตประเทศ

31 ธันวาคม 2558

การเมืองไทยในรอบปี 2558 ต้องถือว่ามีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นมากมาย เช่น การลงมติไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองไทยในรอบปี 2558 ต้องถือว่ามีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นมากมาย เช่น การลงมติไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ทำให้ต้องมีการตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มี “มีชัย ฤชุพันธุ์” ทำหน้าที่เป็นหัวขบวนในปัจจุบัน ท่ามกลางการถูกจับตามองว่าจะเปิดช่องให้ทหารสืบทอดอำนาจหรือไม่ เช่นเดียวกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เริ่มดังเป็นระยะ ซึ่งเป็นผลมาจากข้อสงสัยเกี่ยวกับความโปร่งใสในการก่อสร้างโครงการอุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

ดังนั้น ในเมื่อการเมืองยังมีเชื้อปะทุอยู่ในหลายส่วน ส่งผลให้การเมืองไทยในปี 2559 มีหลายเรื่องที่ต้องจับตามองกันแบบห้ามกะพริบตา

1.การร่างรัฐธรรมนูญ เป็นที่ทราบกันดีว่าการร่างรัฐธรรมนูญเวลานี้ อยู่ภายใต้การกุมบังเหียนของ “มีชัย” โดยล่าสุดมีหลายประเด็นที่ กรธ.ได้ออกแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการให้สภาผู้แทนราษฎรลงมติเลือก สส. แต่ไม่จำเป็นต้องเลือกมาจากคนที่เป็น สส. การนำระบบเลือกตั้ง สส.แบบ “จัดสรรปันส่วนผสม” มาใช้ ซึ่งให้ประชาชนเลือก สส.ระบบเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อ ด้วยการลงคะแนนผ่านบัตรเลือกตั้งเพียงหนึ่งใบ หรือการได้มาซึ่ง สว. ด้วยวิธีการเลือกตั้งทางอ้อมจากกลุ่มวิชาชีพจำนวน 20 กลุ่ม เป็นต้น

แต่หากถามว่า ประเด็นไหนที่ร่างรัฐธรรมนูญในอนาคตที่จะเป็นต้นเหตุของการสร้างกระเพื่อมทางการเมืองมากที่สุด คงหนีไม่พ้นการสร้างกลไกพิเศษเพื่อแก้ไขวิกฤตการเมือง

เดิมทีร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่โดน สปช.คว่ำนั้น บัญญัติให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) และมีอำนาจพิเศษที่คล้ายคลึงกับมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 แต่สุดท้ายเกิดกระแสคัดค้าน จน สปช.ลงมติไม่เห็นด้วย

พอการร่างรัฐธรรมนูญเปลี่ยนมือมาสู่การนำของมีชัย ทว่าคณะ กรธ.ยังคงสงวนท่าทีทีถึงการแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องดังกล่าว ด้วยการอ้างว่ายังไม่ถึงเวลาดำเนินการ พร้อมกับอ้างว่าขอดำเนินการออกแบบโครงสร้างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติก่อน

แต่ถึงกระนั้นท่าทีของ กรธ.ส่วนใหญ่ต่างยืนยันว่ามีกลไกพิเศษเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านแน่นอน จึงต้องรอดูว่า กรธ.จะตัดสินใจอย่างไรกับเรื่องดังกล่าว เพราะย่อมมีผลต่อการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญในอนาคตด้วย

ไม่ต่างอะไรกับวิวาทะที่ว่าด้วยเรื่องระบบการเลือกตั้ง สส.และการได้มาซึ่ง สว. แม้จะไม่ใช่ของร้อนเมื่อเทียบกับเรื่องการออกแบบกลไกพิเศษ แต่ก็เริ่มมีคนในและคนนอกแม่น้ำ 5 สายแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับโครงสร้างฝ่ายนิติบัญญัติตามที่ กรธ.กำหนดเช่นกัน

ดังจะเห็นได้จากการแสดงความคิดเห็นของอดีต สว. ที่เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มองว่าการให้เป็น สว.ได้แค่ 5 ปี และไม่สามารถกลับมาเป็นได้อีกตลอดชีวิตไม่มีความเหมาะสม หรือจุดยืนอันแข็งกร้าวของฝ่ายการเมืองที่คัดค้านระบบเลือกตั้ง สส. แบบจัดสรรปันส่วนผสม เพราะจะก่อให้เกิดรัฐบาลที่อ่อนแอ

แรงต่อต้านที่เริ่มปรากฏให้เห็นนี้ เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ ซึ่งนั่นหมายถึงอนาคตของร่างรัฐธรรมนูญในเส้นทางประชามติด้วย

2.การทำประชามติ อาจเรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดของปี 2559 ก็ว่าได้ เพราะการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ จะผูกพันกับการเมืองหลายบริบท โดยคณะ กรธ.จะสิ้นสุดการทำงานในเดือน เม.ย. 2559 ถัดมาอีกประมาณ 4 เดือนตาม
ขั้นตอนที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 คือ เดือน ส.ค. 2559 จะเป็นการลงประชามติว่าประชาชนเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่

เหตุที่ต้องบอกว่าการลงประชามติในครั้งนี้ มีผลต่อการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากการที่ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่านประชามติจะเป็นการวาดภาพอนาคตของประเทศไทยไปในตัว

กล่าวคือ หากร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ จะตามมาด้วยการกำหนดโรดแมปที่นำไปสู่การเลือกตั้งที่แน่นอน ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในช่วงกลางปี 2560 แต่ถ้าเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ มีความจำเป็นที่การเลือกตั้งต้องถูกเลื่อนออกไปอีก ซึ่งนั่นหมายถึงแรงกระเพื่อมทางการเมืองระลอกใหญ่ที่จะตามมาอีกเป็นระยะ

กรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 บัญญัติให้ต้องกลับมานับหนึ่งใหม่อีกครั้ง ในทางกฎหมายการร่างรัฐธรรมนูญครั้งที่ 3 ย่อมเป็นเรื่องที่จะดำเนินการได้ แต่สำหรับในทางการเมืองแล้ว การที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ อาจเป็นตัวชี้วัดความคิดของประชาชนที่มีต่อ คสช.ไปในตัวด้วย

จึงไม่แปลกที่เริ่มเห็นสัญญาณออกมาจาก คสช.แล้วเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเพื่อรองรับกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติ อันแสดงให้เห็นว่า คสช.ก็มีความมีกังวลต่ออุณหภูมิการเมืองที่อาจสูงขึ้นระหว่างการร่างรัฐธรรมนูญรอบที่สามเหมือนกัน

3.ทิศทางการปฏิรูปประเทศและการสร้างความปรองดอง เป็นสองเรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดตลอดปี 2558 ว่ายังขาดรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ของ คสช.ภายใต้ข้อกังขาถึงความจำเป็น เนื่องจากก่อนหน้านี้ สปช.ได้เคยสรุปแผนการปฏิรูปประเทศไปให้กับ คสช.และคณะรัฐมนตรีแล้ว

ด้านการสร้างความปรองดองต้องยอมรับกันว่าตลอดปี 2558 ยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก แม้ว่าคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองของ สปช. จะจัดทำรายงานไปให้กับรัฐบาลเรียบร้อย แต่ก็ยังไม่เห็นการดำเนินการในทางปฏิบัติจากคณะรัฐมนตรี หรือ คสช.

ดังนั้น ในปี 2559 ซึ่งเป็นช่วงเวลาของการเตรียมกระบวนการเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่การเลือกตั้งในปี 2560 มีความเป็นไปได้สูงที่จะได้ให้เห็น คสช.ออกแรงขยับให้การปฏิรูปประเทศเดินหน้ามากขึ้น เช่น การเร่งจัดทำร่างกฎหมายสำหรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประเทศหลายด้านอย่างการปฏิรูปเศรษฐกิจ กระบวนการยุติธรรมเข้าสู่ สนช. เป็นต้น

ส่วนการสร้างความปรองดองนั้น คสช. อาจจะยังไม่กล้าออกตัวแรงมากนัก เพราะเป็นเรื่องที่ คสช.มองว่าต้องชั่งน้ำหนักถึงข้อดีและข้อเสียที่ตามมาให้ครบถ้วนก่อน ทำให้การดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อเรื่องนี้คงต้องรอดูสถานการณ์และบรรยากาศ ณ ตอนนั้นเป็นหลัก เพื่อตัดสินใจว่าจะปรองดองผ่านกระบวนการนิรโทษกรรมหรือไม่

อย่างไรก็ตาม เวลานี้ สปท.ได้เข้ามาเป็นเจ้าภาพในการศึกษาเกี่ยวกับการสร้างความปรองดอง ซึ่งในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2559 สปท.มั่นใจว่าจะสามารถมีข้อเสนอออกมาที่เป็นรูปธรรมได้ เท่ากับว่าหากมีผลการศึกษาของ สปท.อย่างเป็นทางการเมืองเมื่อไหร ย่อมช่วยให้ คสช.ตัดสินใจเรื่องการปรองดองได้ง่ายมากขึ้น

4.กระแสกดดัน คสช. ปี 2559 ด้านหนึ่งเป็นปีแห่งการเตรียมตัวของ คสช. สำหรับการส่งมอบประเทศไปสู่การเลือกตั้ง แน่นอนว่าในช่วงจังหวะแบบนี้ทางฝ่ายการเมืองจะต้องออกมาแสดงพลังกดดัน คสช.กันอย่างหนัก โดยเฉพาะการขยายผลความไม่โปร่งใสในการก่อสร้างโครงการอุทยานราชภักดิ์ แม้ว่ากองทัพบกและกระทรวงกลาโหมจะออกมาการันตีว่าทุกอย่างโปร่งใสผ่านการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ แต่คงเป็นเรื่องยากที่ คสช.จะฝ่ากระแสนี้ไปได้

ประเด็นร้อนอย่างโครงการก่อสร้างอุทยานฯ จะเป็นไฟลามทุ่งต่อไปในปี 2559 เหมือนปี 2558 หรือไม่ ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับท่าทีของ คสช.ด้วย

ที่ผ่านมาปฏิเสธไม่ได้ว่าแผลที่ คสช.ได้รับจากเรื่องนี้มาจากการใช้อำนาจทางกฎหมายตอบโต้ผู้ที่เห็นต่างกับ คสช. ไม่ว่าจะเป็นการห้ามเข้าไปควบคุมตัวกลุ่มบุคคลที่พยายามเดินทางไปตรวจสอบโครงการที่สถานที่จริง หรือการพยายามไม่ให้แสดงความคิดเห็น ทั้งหมดยิ่งเป็นการตอกย้ำให้ภาพลักษณ์ของ คสช.เสียหายหนักลงไปอีก

นอกเหนือไปจากปัญหาการเมืองภายในประเทศที่คอยกดดัน คสช.แล้ว ยังมีปัญหาการเมืองระหว่างประเทศที่พร้อมจะเป็นแรงเสียดทานทางหนึ่งอีกด้วย ซึ่งมาจากองค์กรระหว่างประเทศที่เขย่ารัฐบาลไทยทั้งจากกรณีการทำประมงผิดกฎหมาย ปัญหามาตรฐานการบินของไทย รวมไปถึงการปิดกั้นไม่ให้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

โดยสรุปแล้วปัจจัยที่เป็นตัวชี้วัดทิศทางการเมืองไทยในปี 2559 และอนาคต จะอยู่ที่ผลของการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าประชามติผ่านทุกอย่างน่าจะราบรื่น แต่หากไม่เป็นเช่นนั้นมีความเป็นไปได้สูงที่การเมืองอาจเกิดจุดพลิกผันอีกอย่างที่คาดไม่ถึง

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน