
ปัญหาสังคมไทย ‘แก่แล้วจน’ แก้อย่างไร? (1)
โดย...ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์
โดย...ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์
คุณผู้อ่านเคยคิดไหมครับว่า คนไทยในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะใช้เงินมือเติบมากขึ้น สังเกตได้จากโครงการประชานิยมในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมานี้ ได้ทำให้หนี้ครัวเรือนของครอบครัวไทยสูงกว่า 80% ของรายได้ที่ได้รับ ซึ่งนับว่าเป็นตัวเลขที่สูงอย่างยิ่งทีเดียว และได้ก่อให้เกิดคนไทยประเภทที่เราเรียกว่า “แก่แล้วจน” เพิ่มขึ้นจำนวนมากมาย ซึ่งผมพอมีข้อมูลที่จะมาเล่าให้ฟัง ดังนี้
หนึ่ง คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในประเทศไทย
“อายุยิ่งสูง...ยิ่งโดดเดี่ยวเดียวดาย” จากการคาดประมาณประชากรไทยในช่วงปี 2553-2558 พบว่า เพศหญิงมีอายุเฉลี่ยประมาณ 78.8 ปี ซึ่งสูงกว่าเพศชายที่มีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 71.9 ปี นอกจากนั้นยังพบว่า ผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ตามลำพังพบว่า 8% ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุหญิงวัย 70 ปีขึ้นไป
สาเหตุที่ต้องอยู่คนเดียวลำพัง คือ โสด ไม่มีบุตรหลาน คู่สมรสเสียชีวิตก่อน หรือบุตรหลานต้องไปทำงานต่างถิ่น ทำให้ผู้สูงอายุขาดการดูแลยามเจ็บป่วย เกิดความรู้สึกเหงาและซึมเศร้า บางครอบครัวมีการเพิ่มภาระให้ผู้สูงอายุโดยการนำบุตรหลานมาฝากให้ช่วยเลี้ยง
“อายุยิ่งสูง...ยิ่งพิการทุพพลภาพ” ผู้สูงอายุที่พิการหรือทุพพลภาพมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นจากปี 2545 มี 9% และล่าสุดในปี 2550 เพิ่มเป็น 15% สาเหตุที่ทำให้ผู้สูงอายุพิการ หรือทุพพลภาพที่พบมากที่สุด คือ ปัญหาการหกล้ม ซึ่งพบ 40.4% เกิดจากอุบัติเหตุทั้งหมด
ในผู้สูงอายุ อายุยิ่งสูง...ยิ่งต้องพึ่งพาผู้อื่น จากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 4 ปี 2551-2552 พบว่า ผู้สูงอายุกลุ่ม 60-69 ปี 90% สามารถดูแลตัวเองได้ สัดส่วนนี้ลดลงตามอายุที่มากขึ้น โดยในวัย 80 ปีขึ้นไปเหลือ 70% ในผู้ชาย และ 59% ในผู้หญิง ส่วนกลุ่มที่ต้องการมีผู้ดูแลบางกิจกรรมมีสัดส่วนสูงขึ้นตามอายุ 6-37% และที่ต้องพึ่งผู้ดูแลทั้งหมดมี 1-4%
สอง เม็ดเงินที่นำมาใช้ดูแลคนไทยผู้สูงอายุ
ผมเองมองไม่ออกว่าประเทศไทยจะหนีพ้นจากปัญหาสังคมที่มีคนไทย “แก่แล้วจน” ไปได้อย่างไร เพราะในเวลานี้ประเทศไทยมีประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 13-14% เข้าไปแล้ว จึงไม่น่าแปลกใจว่า ภาครัฐคงต้องทุ่มเม็ดเงินพร้อมทั้งออกมาตรการเข้ามาแก้ไขปัญหาสังคมผู้สูงอายุอีกมาก
ในส่วนของ “เม็ดเงิน” เพื่อให้คุณผู้อ่านได้เข้าใจถึงจำนวนงบประมาณที่เพิ่มขึ้นว่ามากเพียงใด ผมจึงอยากพาคุณผู้อ่านย้อนกลับไปดูค่าใช้จ่ายของทั้งประเทศ เพื่อรองรับผู้สูงอายุเมื่อปี 2523 ซึ่งพบว่ามีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพอยู่ที่ 25,315 ล้านบาท พอมาถึงปี 2548 งบดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 434,974 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 17.2 เท่าในช่วง 25 ปี
ในช่วงเวลาเดียวกันค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของผู้สูงอายุ หากคิดเฉพาะค่าใช้จ่ายของภาครัฐเท่านั้นก็พบว่า เพิ่มขึ้นจาก 7,576 ล้านบาท ในปี 2523 ไปเป็น 143,775 ล้านบาท ในปี 2548 หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้นประมาณ 19 เท่าภายในช่วง 25 ปี
ตัวเลขงบประมาณรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นจำนวนมากมายขนาดนี้ คงจะทำให้คุณผู้อ่านพอจะเห็นภาพได้แล้วว่า สังคมไทยจะมีคนไทยที่ “แก่แล้วจน” เพิ่มขึ้นจำนวนมากมายขนาดไหน
สาม การแก้ไขปัญหาปลายเหตุ
ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ในอีกประมาณ 15 ปีข้างหน้า พร้อมทั้งมีจำนวนคนไทยแก่แล้วจนจำนวนมากมาย อีกทั้งเม็ดเงินที่จะต้องทุ่มลงไปจำนวนมหาศาล อย่างไรก็ตาม ทางภาครัฐก็ควรจะมีมาตรการรองรับการแก้ไขปลายเหตุ ซึ่งเกี่ยวกับ “การบรรเทาความยากจน” ซึ่งผมมองว่าควรจะมีมาตรการจัดการเข้ามาช่วยเหลือคนไทยที่แก้แล้วจน
เช่น การสร้างหลักประกันด้านรายได้ โดยส่งเสริมการออมเพื่อวัยหลังเกษียณ ผ่านเครื่องมือหรือระบบการออมประเภทต่างๆ เช่น กองทุนประกันสังคมกรณีชราภาพ เป็นต้น
การส่งเสริมการมีงานทำของผู้สูงอายุ รวมถึงการขยายเกณฑ์กำหนดเกษียณอายุจาก 60 ปี เป็น 65 ปี เพื่อให้ผู้สูงอายุมีรายได้ ซึ่งหลายประเทศในทวีปยุโรปได้ทำกันไปบ้างแล้ว และการสร้างเสริมความเข้มแข็งของครอบครัวและชุมชน เพื่อให้สามารถดูแลปัญหาผู้สูงอายุได้ด้วยตัวเองให้มากที่สุด
ในมุมมองของผม ผมคิดว่า “การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีงานทำ” เป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุดเพราะ นอกจากภาครัฐจะประหยัดเงินงบประมาณที่เข้าไปช่วยเหลือผู้สูงอายุแล้ว ผู้สูงอายุเหล่านั้นยังจะมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่สุขภาพร่างกายที่ดีขึ้นนั่นเอง
หากคุณผู้อ่านมีโอกาสไปแวะประเทศสิงคโปร์ ลองสังเกตดีๆ ก็จะพบว่า ในสิงคโปร์จะมีบรรดาคนแก่จำนวนมากมายยังคงทำงานอยู่ ไม่ว่าจะเป็นงานเก็บจานชามในศูนย์อาหาร งานกวาดและถูพื้น และงานอื่นๆ ดังนั้น ภาครัฐจึงควรเข้าช่วยเหลือผู้สูงอายุเหล่านั้นเพื่อให้พวกเขามีงานทำ มากกว่าที่จะทุ่มเม็ดเงินลงไปแก้ไขปัญหาเพื่อให้พวกเขาเหล่านั้นไม่ต้องทำงาน
ทำให้นึกถึงคำพูดของนักเขียนชาวอเมริกันนามว่า เทย์เลอร์ คอลด์เวลล์ (Taylor Caldwell) ที่กล่าวไว้ว่า “It is a waste of money to help those who show no desire to help themselves.” แปลตามความได้ว่า “มันจะเป็นการสูญเสียเงินจำนวนมหาศาล หากเงินดังกล่าวถูกใช้ไปเพื่อช่วย...คนที่ไม่ยอมช่วยตัวเอง”
ในตอนต่อไป ผมอยากจะคุยกับคุณผู้อ่านต่อ ในเรื่องของต้นเหตุที่ทำให้คนไทย “แก่แล้วจน” และวิธีแก้ไข แล้วพบกันนะครับ







