posttoday
อ่านเล่นๆ เกี่ยวกับการศึกษาของไทย (จบ)

อ่านเล่นๆ เกี่ยวกับการศึกษาของไทย (จบ)

30 ธันวาคม 2558

โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

ในฉบับที่แล้วได้เขียนค้างไว้ถึงผลการศึกษาของอังค์ถัด (UNCTAD : UnitedNations Conference on Trade and Development) ที่ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเรื่องการศึกษาของไทย ปรากฏเป็นข้อบกพร่องมากมาย มีผลให้เด็กไทยขาดคุณภาพ คะแนนเฉลี่ยต่ำกว่ากลุ่มประเทศอื่นๆ และเพิ่งจะเขียนเจาะจงลงไปถึงการศึกษาในส่วนที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี โดยเฉพาะในประเด็นปัญหางบประมาณที่มหาวิทยาลัยวิจัยไม่ได้รับตามวงเงินที่รัฐบาลประกาศไว้ เนื่องจากการตัดทอนลงอย่างมากโดยสำนักงบประมาณ ผู้เขียนขอแก้ไขตัวเลขที่ผิดพลาดไว้ในคราวนี้ด้วย ว่าวงเงินที่รัฐบาล ประกาศจะให้นั้นไม่ใช่  “4,500” ล้านบาท ตามที่พิมพ์ในฉบับที่แล้ว แต่เป็น “9,450 ล้านบาท” และสำนักงบประมาณมีการจัดสรรให้จริงรวมแล้ว “2,000 ล้านบาท” โดยจัดสรรให้มหาวิทยาลัยแห่งละ 70-200 ล้านบาท และเป็นงบประมาณปีต่อปี ทำให้ไม่สามารถกำหนดแผนวิจัยที่เป็น Strategic Plan ได้

คราวนี้จึงขอพูดเจาะจงลงมาที่เรื่องของวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และนวัตกรรม (STI : Science, Technology, and Innovation) ในส่วนที่เกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ว่าประเทศไทยประสบกับปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรบุคคลมานานแล้ว เป็นปัญหาเรื้อรังมานานที่แรงงานทางด้านนี้ไม่เพียงพอจะสนองตอบความต้องการของตลาด สำหรับประเทศที่ต้องการจะเป็น Innovation-Based Economy และแข่งขันได้ในตลาดที่มีสินค้ามูลค่าสูงๆ อย่างที่ประเทศไทยตั้งใจไว้  ตัวอย่างเช่น ตัวเลขในปี ค.ศ. 2008 ซึ่งอาจจะเก่าหน่อย แต่ยิ่งดูตัวเลขใหม่มากขึ้นก็จะเห็นว่า Demand เพิ่มสูงขึ้น แต่ทรัพยากรบุคคลกลับลดลง ในปี ค.ศ. 2008 มีความขาดแคลน แรงงานที่เป็น Skilled Workers ด้าน STI อยู่ประมาณ 70,000 คน อัตราส่วนการลงทะเบียนเข้าเรียน STI ในระดับที่สูงกว่าปริญญาตรีในปี ค.ศ. 2011 มีเพียง 26% ขณะที่ด้านอื่นๆ มีถึง 74% ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่าเด็กเหล่านี้ขาด Carrier Path เนื่องจากเมื่อจบมาก็เป็นข้าราชการหรืออาจารย์ ภาคเอกชนรับน้อยมาก เพราะมีเอกชนเพียงไม่ถึง 30% ที่มีการทำวิจัยและพัฒนาในบริษัทของตน หรือมีการลงทุนในการวิจัย ST ดูๆ แล้วก็เหมือนจะขัดกันว่ามีอุปสงค์หรือ Demand มาก แต่เอกชนทำวิจัยน้อยแล้ว Demand มาจากไหน แต่ตัวเลขที่ปรากฏก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ จึงน่าจะมาจากตลาดที่ต้องการนั้นเป็นบริษัทใหญ่ๆ รวมถึงบริษัทข้ามชาติที่จะมาลงทุนด้านการวิจัยในประเทศไทย เมื่อวางแผนจะมาลงทุนแล้วพบว่าทรัพยากรไม่เพียงพอจึงหันไปลงทุนในประเทศใกล้เคียงแทน

ปัญหาสำคัญที่อยู่ตรงหน้าขณะนี้คือ เมื่อประเทศไทยมีโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ๆ เช่น โครงการบริหารจัดการน้ำที่ต้องลงทุนถึง 3.5 แสนล้านบาท หรือโครงรถไฟก็ต้องมีการลงทุนเป็นมูลค่ามหาศาล โครงการเหล่านี้ต้องการทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ทั้งสิ้น เช่น โครงการบริหารจัดการน้ำ ต้องการวิศวกรโยธา ที่มีความรู้ด้าน Urban Planning, Water Resource Management, Computer Modeling and Simulation เป็นต้น หรือโครงการรถไฟนั้นต้องการ SkilledWorkers ถึง 50,000 คน ในการปฏิบัติงานและซ่อมบำรุง โดยเฉพาะในลักษณะที่มีความรู้สูง eg. Railway Engineer เป็นต้น รวมถึงผู้เชี่ยวชาญพิเศษอื่นๆ ผู้เขียนเองก็เพิ่งทราบว่าไทยขาดแคลนสาขา Railway Engineer มาก บางมหาวิทยาลัยเพิ่งเปิดสอน และปัจจุบันรถไฟฟ้าทั้งใต้ดินและบนดินของไทยล้วนแต่ต้องการผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศทั้งสิ้น

ซึ่งคงเป็นปัญหาเช่นเดียวกับเรื่องการบินของไทยที่ขาดแคลนคนมีความรู้ตามที่เขากำหนด หรือแม้แต่กรมทรัพย์สินทางปัญญาเอง ถ้าถามว่ามีผู้ตรวจสอบสิทธิบัตรที่รู้เรื่อง Biotechnology ไหม ก็คงอ้ำอึ้ง เพราะเราขาดผู้ตรวจสอบที่มีความรู้ที่ทันสมัย ภาษาอังกฤษก็เป็นอุปสรรคอีกประการหนึ่ง แล้วถ้าถามว่าจะหาบุคคลเหล่านี้มาได้ไหม คำตอบคือไม่ได้ ถ้าได้ในที่สุดเขาก็จะถูกซื้อตัวไป เพราะเงินเดือนข้าราชการไทย ถูกกำหนดโดยคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ซึ่งไม่มีใครมึความรู้ความเข้าใจ หรือไม่รับรู้ถึงความจำเป็นทางด้านนี้ เมื่อตลาดมีความต้องการมาก เงินเดือนเขาก็สูง เมื่อเราไม่มีให้เขา เขาก็ไป หรือไม่มาสมัครงานเลย
ด้วยซ้ำ เมื่อพูดถึงความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญา คนทั่วๆ ไปมักจะเข้าใจว่าต้องไปเรียนกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องนัก สิ่งที่ผู้ตรวจสอบสิทธิบัตรต้องมีคือ ความรู้ด้าน STE (Science, Technology, Engineering) และเป็นความรู้ระดับสูง ปริญญาโท เอก กฎหมายสิทธิบัตรนั้นเพียงแค่ผ่านการอบรมก็เพียงพอ เพราะผู้ตรวจสอบไม่ต้องไปเป็นทนาย

แล้วจะทำอย่างไรกันดี ทางเดียวที่จะทำได้เฉพาะหน้าขณะนี้คือ ต้องมีแผนงานโครงการพัฒนาบุคลากรในด้านนี้ที่เข้มข้น ทุกโครงการใหญ่ๆ ควรให้มี Local Content ในสัดส่วนที่สูงและการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ ประกอบกับให้รัฐบาลมีการจัดซื้อจัดจ้างสินค้า STI ที่ได้มาตรฐานภายในประเทศมาป้อนโครงการใหญ่ เช่นทั้งสองโครงการดังกล่าวข้างต้นให้มากที่สุด เลิกเสียทีกับการไม่ซื้อของในประเทศ เพราะจะอดไปดูงานต่างประเทศ

ทางแก้ที่สำคัญจึงต้องสร้างความเข้าใจหรือการรับรู้ให้กับผู้มีอำนาจในการกำกับและกำหนดกฎเกณฑ์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงศึกษาฯ ทบวงมหาวิทยาลัย ก.พ. ยกเครื่องการศึกษาของไทยทั้งหมด ยกเครื่องการศึกษาด้านเทคนิคและอาชีวศึกษาทั้งหมด ผลักดันให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และภาคอุตสาหกรรม ใช้ประโยชน์จากการลงทุนทางตรงจากบริษัทข้ามชาติให้มากและมีประสิทธิภาพ โดยให้มีการถ่ายทอดเทคโลยีให้มากขึ้น ใช้ประโยชน์จากความร่วมมือระหว่างประเทศให้เต็มที่ โดยให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงาน Skilled Workers ให้ได้มากที่สุด

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท