
"วัฒนา"ชี้สังคมไทยเข้าสู่ภาวะวิปริต หลังคสช. ยึดอำนาจ
แกนนำเพื่อไทย ระบุ หลัง คสช. เข้ายึดอำนาจ มีเหตุการณ์หลายอย่าง บ่งชี้ สังคมไทยกำลังเข้าสู่ภาวะวิปริต
แกนนำเพื่อไทย ระบุ หลัง คสช. เข้ายึดอำนาจ มีเหตุการณ์หลายอย่าง บ่งชี้ สังคมไทยกำลังเข้าสู่ภาวะวิปริต
เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หัวข้อ "ผู้ดีเดินตรอก ขี้คอกเดินถนน" ใจความว่า
นับจากที่ คสช ได้ยึดอำนาจการปกครองประเทศนี้ มีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นที่เป็นสัญญาณว่าสังคมไทยกำลังเข้าสู่ภาวะวิปริต เริ่มจากการคัดค้านการออกกฎหมายนิรโทษกรรมของรัฐบาลที่แล้วที่เรียกกันว่า พ.ร.บ. สุดซอย ด้วยข้ออ้างว่าเป็นการล้างผิดให้คนโกงจนนำไปสู่การชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ แม้ต่อมานายกรัฐมนตรีจะแสดงความรับผิดชอบด้วยการยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน ประเด็นนี้ก็ยังไม่ยุติจนกระทั่งมีการยึดอำนาจการปกครอง แต่ในวันนี้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ คสช เป็นผู้แต่งตั้งให้ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อเป็นกติกาสำคัญของประเทศ กำลังจะเสนอให้มีการนิรโทษกรรมให้กับ คสช และรัฐบาลต่อการกระทำทุกอย่าง ซึ่งรวมถึงการใช้อำนาจโดยมิชอบในการจับกุมคุมขังผู้ที่มีความเห็นต่าง หรือคดีทุจริตที่เกิดขึ้นหลังจากมีการยึดอำนาจ แต่กลับไม่มีกลุ่มคนที่เคยรังเกียจการออกฎหมายนิรโทษกรรมออกมาคัดค้านว่ากำลังหลบหนีการตรวจสอบหรือล้างผิดให้คนโกงแต่อย่างใด
ในการบริหารประเทศหลังการยึดอำนาจ เรามีนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีที่อวดอ้างความเป็นคนดีมีคุณธรรมอันสูงส่ง ที่ต้องเข้ามาบริหารประเทศด้วยความจำเป็นเพื่อกอบกู้แก้ไขปัญหาวิกฤตของบ้านเมืองโดยอ้างว่าไม่เคยคิดจะสืบทอดอำนาจ แต่กลับปิดกั้นการตรวจสอบถึงขนาดจับกุมคนที่พยายามจะตรวจสอบโครงการที่มีข้อกล่าวหาว่าทุจริตด้วยข้อหาชุมนุมทางการเมือง ส่วนการชุมนุมหน้าสถานทูตสหรัฐถือเป็นการรวมกลุ่มของผู้รักชาติที่ไม่มีประเด็นทางการเมืองมาเกี่ยวข้องจึงไม่เป็นความผิด ในการแถลงผลงานของรัฐบาลเราจึงเห็นนายกรัฐมนตรีโกรธสื่อมวลชนที่นำเสนอผลงานของรัฐบาลที่ไม่เป็นไปตามใจและค้านกับคะแนนนิยม รัฐมนตรีต่างประเทศแถลงถึงหน้าที่สำคัญคือการทำความเข้าใจกับต่างชาติให้เห็นถึงความดีของเผด็จการ ที่หนักไปกว่านั้นคือจะอบรมพิธีการทูตให้กับทูตของประเทศที่เป็นต้นแบบประชาธิปไตยที่ตัวรัฐมนตรีเองก็ไปร่ำเรียนการทูตจากประเทศเหล่านั้นมา เรายังได้เห็นรัฐมนตรีท่องเที่ยวกล่าวโจมตีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งว่าเป็นอุปสรรคสำคัญของการท่องเที่ยว
หนักกว่านั้นคือการที่โฆษกรัฐบาลได้ออกมาแสดงอาการที่เรียกว่าสำรากใส่สื่อและนักการเมืองที่มาจากประชาชน ด้วยข้อหาว่าโอหังและบิดเบือนผลงานของรัฐบาลโดยเฉพาะโครงการ 30 บาท ที่จะถูกยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงวิธีดำเนินการ โดยไม่ได้ดูว่าการวิพากษ์วิจารณ์และการนำเสนอของสื่อนั้นมาจากการนำเสนอของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเองโดยไม่ได้มีใครไปบิดเบือนทั้งสิ้น มากไปกว่านั้นคือเราได้เห็นการสำรวจความนิยมของรัฐบาลซึ่งจัดทำโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติที่ได้คะแนนพึงพอใจถึงร้อยละ 99.5 นับได้ว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่งทางการเมืองของโลกที่ควรจะเรียกกินเนสบุ๊คมาบันทึก เพื่อนำไปเผยแพร่ให้ชื่อเสียงเกียรติคุณของประเทศขจรขจายอันจะทำให้ทุกรัฐบาลในโลกต้องมาศึกษาและดูงานนำไปเป็นแบบอย่างในการบริหาร เท่ากับเป็นการเผยแพร่เกียรติคุณของเผด็จการให้กึกก้องไปทั่วโลกอีกทางหนึ่ง
ข้ามมาที่ฝ่ายนิติบัญญัติเราได้เห็นสมาชิกที่มาจากการแต่งตั้งของเผด็จการ ชูคอกล่าวหาให้ร้ายระบอบประชาธิปไตยถึงขนาดต้องหาวิธีป้องกันเผด็จการเสียงข้างมากที่มาจากประชาชน แต่กลับเห็นดีเห็นงามกับเผด็จการที่ได้อำนาจมาจากการใช้อาวุธ พฤติกรรมที่เกิดขึ้นดังกล่าวล้วนเป็นพฤติกรรมของบรรดาผู้ที่ได้ดิบได้ดีมาจากการใช้กำลังคนและอาวุธซึ่งเกินกว่า 3 คน ยึดอำนาจมาจากประชาชนทั้งสิ้น ซึ่งในสมัยพุทธกาลเรียกว่าสังคมวิปริตที่เกิดขึ้นเนื่องจากผู้บริหารประเทศไม่ประกอบด้วยธรรมหลงคำยกยอปอปั้น คำประจบสอพลอ ไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของคนชั่วช้าสกุลต่ำ จนหลงแต่งตั้งให้เป็นใหญ่เป็นโตรับราชการงานแผ่นดินมีอำนาจวาสนาจนลืมคนดีมีสกุล เข้าตำราที่เรียกกันว่า "ผู้ดีเดินตรอก ขี้คอกเดินถนน" หรือจะเป็นเพราะเหตุน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2554 จึงพัดพาคนเหล่านี้มารวมกัน







