
เศรษฐกิจปี’59 แขวนไว้กับเมกะโปรเจกต์
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ประเมินอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปี 2559 ไว้เบื้องต้นว่า จะขยายตัว 3.5% เป็นการลดตัวเลขการขยายตัวของจีดีพีลง 0.2% จากเดิมที่เคยคาดไว้ว่าเศรษฐกิจปีหน้าจะขยายตัว 3.7% เนื่องจากได้รับความเสี่ยงจากปัจจัยลบในต่างประเทศที่ไม่สามารถควบคุมได้มากระทบภาคส่งออกของไทย ทำให้ส่งไม่ออกและการส่งออกขยายตัวติดลบใกล้ 5%
นอกจากนี้ ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำอย่างหนักทั้งข้าวและยางพารา ทำให้ครัวเรือนภาคการเกษตรประสบกับปัญหารายได้ลด หนี้ครัวเรือนเพิ่ม ฉุดให้การกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลทำอย่างไรก็แทบจะไม่เห็นผลเลย
สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจเอง ก็ยอมรับว่า 2 ปัจจัยดังกล่าวเป็นตัวฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย และสิ่งที่รัฐบาลทำมาตลอดคือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและออกมาตรการพยุงเศรษฐกิจมาเพื่อไม่ให้เศรษฐกิจทรุดลงไปกว่าที่เป็นอยู่
“เราเจอภาวะแบบนี้ ผลคือผมจำได้ว่าเศรษฐกิจเริ่มมีแนวโน้มถดถอย ดัชนีทุกตัวเริ่มตก ภาวะเช่นนั้นมันแย่หรือยัง มันยังไม่ถึงกับว่าแย่ แต่ว่ามันอันตราย ถ้าไม่สามารถตัดตอนตอนนั้นได้จะเจอภาวะเศรษฐกิจถดถอยไปสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ และจะฉุดขึ้นมานั้นยากมาก” สมคิด กล่าว
สิ่งที่รัฐบาลพยายามทำนั้น ได้มีการช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรด้วยการเติมเงินลงไปในระบบผ่านกองทุนหมู่บ้าน ช่วยเหลือกลุ่มเอสเอ็มอี โดยการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งถือว่าเป็นการพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ทรุดตัวลง และได้มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อดูแลกลุ่มอุตสาหกรรม 10 กลุ่มอุตสาหกรรม จัดตั้งกองทุนไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ส ฟันด์ เพื่อดูแลในเรื่องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ รวมทั้งมาตรการของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชนในช่วงเดือนสุดท้ายของปี ก็เป็นมาตรการที่จะกระตุ้นการบริโภคในเฮือกสุดท้ายให้ฟื้นตัวขึ้น แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็นับว่าได้ผลพอสมควร โดยเฉพาะมาตรการให้ประชาชนนำค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและบริการช่วงวันที่ 25-31 ธ.ค. 2558 มาลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท
กระทรวงการคลังคาดว่า มาตรการนี้จะทำให้การบริโภคเพิ่มขึ้นและทำให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.1-0.2% จะทำให้มีเงินหมุนเวียนในช่วง 7 วัน ประมาณ 1.5 แสนล้านบาท มาตรการนี้จะทำให้กรมสรรพากรสูญเสียเงินภาษี 5,000 ล้านบาท ซึ่งกรมสรรพากรถือว่าคุ้มค่า
ธปท. ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจในปีนี้เพิ่มขึ้นจาก 2.8% เป็น 2.9-3% จากโครงการของขวัญปีใหม่ของรัฐบาลที่จะกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงเทศกาลให้มากขึ้น นับว่าการพยุงเศรษฐกิจของรัฐบาลได้ผลดี
แต่เศรษฐกิจในปี 2559 ยังไม่เริ่มก็ออกอาการ เพราะ ธปท.นำร่องหั่นจีดีพีลงก่อนเป็นรายแรก โดยไม่มีการเกรงใจรัฐบาลเพราะเห็นว่าปัจจัยต่างประเทศยังไม่มีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวจริงๆ ทั้งสหภาพยุโรปและญี่ปุ่น เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวจริง มีเพียงสหรัฐที่เศรษฐกิจฟื้นตัวชัดเจนจนธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต้องขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษ
จาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า ในปีหน้าเศรษฐกิจมีแนวโน้มโตไปในทางต่ำ เพราะมีปัจจัยความเสี่ยงด้านลบกดดัน โดยเฉพาะปัจจัยจากต่างประเทศที่เราควบคุมไม่ได้ อย่างไรก็ดีหากรัฐบาลเร่งใช้จ่ายลงทุนได้ตามแผนก็มีโอกาสที่จีดีพีจะโตเกิน 3.5% ได้
สิ่งที่ ธปท.คาดการณ์ไม่ได้เกินความคาดหมายแต่อย่างใด แต่บ่งชี้ว่าอนาคตเศรษฐกิจไทยอยู่ในกำมือของรัฐบาล หากรัฐบาลไม่เร่งทำคลอดโครงการขนาดใหญ่ 7 โครงการ มูลค่าร่วม 2 แสนล้านบาท ออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมจะเกิดผลเสียอย่างคาดไม่ถึง
ในปีหน้าจะเกิดการลงทุนมหาศาลจากผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ผู้ชนะการประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz และคลื่นความถี่ 1900 MHz จากรัฐบาลไปในราคาสูงมาก จะต้องรีบเร่งลงทุนเพื่อให้สามารถคืนทุนได้ในเวลาอันรวดเร็ว
นอกจากนี้ การลงทุนเพื่อพัฒนาระบบการชำระเงินแห่งชาติ (เนชั่นแนล อี-เพย์เมนต์) ก็จะเริ่มเข้าสู่การทยอยลงทุน แต่การลงทุนในกลุ่มนี้ไม่ได้ว่าจ้างแรงงานมากเท่ากับโครงการลงทุนของรัฐ เนื่องจากจะใช้คนไม่มาก แต่ต้องเป็นแรงงานที่มีความถนัดเฉพาะด้าน ในขณะที่การลงทุนของรัฐจะดูดซับแรงงานบางส่วนที่จะไหลออกมาจากภาคการเกษตรได้มากกว่า
แต่หากพิจารณาแผนการลงทุนของรัฐบาล จะเห็นว่าตั้งท่าเอาจริงอย่างชัดเจน เมื่อเร็วๆ นี้กระทรวงคมนาคมได้ลงนามในสัญญาจ้างผู้รับจ้างโครงการก่อสร้างทางคู่ 2 เส้นทาง ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) คือ เส้นทางรถไฟสายชายฝั่งทะเลตะวันออก ช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย สัญญาที่ 1 งานก่อสร้างรถไฟทางคู่ช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-วิหารแดง และช่วงบุใหญ่-แก่งคอย ระยะทาง 97 กม. และทางคู่เลี่ยงเมือง (Chord Lines) 3 แห่ง ระยะทาง 7.1 แห่ง กับ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น วงเงิน 9,820 ล้านบาท และงานสัญญา 2 งานก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงวิหารแดง-บุใหญ่ ระยะทาง 9 กม. พร้อมอุโมงค์รถไฟลอดใต้เขาพระพุทธฉาย ระยะทาง 1.2 กม. กับบริษัท ไร้ท์ทันเน็ลลิ่ง วงเงิน 407.04 ล้านบาท และสัญญาจ้างผู้รับจ้างโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ช่วงชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น ระยะทาง 187 กม. กับกิจการร่วมค้า ซีเคซีเอช ที่มีบริษัท ช.การช่าง เป็นแกนนำวงเงิน 2.34 หมื่นล้านบาท
2 โครงการดังกล่าว คงจะเดินหน้าลงทุนต่อเนื่องในปีหน้าแน่นอน แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะกระตุกเศรษฐกิจให้คึกคักได้ เพราะตามปกติหากใส่เงินในระบบ 5 หมื่นล้านบาท หากเงินหมุน 2-3 รอบก็จะช่วยส่งให้จีดีพีขยายตัวได้เพิ่มขึ้น 0.1% หากต้องการให้เศรษฐกิจโตมากกว่านี้ ก็จะต้องลงทุนตามแผนที่ได้วางไว้ให้ครบ อาทิ โครงการก่อสร้างรถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน ช่วงบางซื่อ-พญาไท-มักกะสัน-หัวหมาก และสายสีแดงเข้ม ช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง (มิซซิ่งลิงค์) ระยะทาง 25.9 กม. วงเงิน 3.89 หมื่นล้านบาท
โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ส่วนต่อขยายช่วงดอนเมือง-พญาไท ระยะทาง 21.8 กิโลเมตร วงเงิน 31,103.55 ล้านบาท และโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง (High Speed Train) 2 เส้นทาง คือ เส้นทางกรุงเทพฯ-พัทยา-มาบตาพุด ระยะทาง 194 กิโลเมตร วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท และกรุงเทพฯ-หัวหิน ระยะทาง 211 กิโลเมตร วงเงิน 8.11 หมื่นล้านบาท
หากความสำเร็จของรัฐบาลวัดด้วยตัวเลขจีดีพี จะเห็นการลงทุนเริ่มปักเสาเข็มและการเร่งลงนามในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างโครงการที่เหลือและเร่งรัดให้มีการลงทุนจริงมากขึ้น แต่หากความสำเร็จของรัฐบาล
คือการประคองเศรษฐกิจให้ไม่ทรุดลงไปเท่านั้น รัฐบาลก็จะไม่ต้องเหนื่อยยากทำอะไรมาก
แต่หากพิจารณาจากคะแนนนิยมของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แล้ว จะให้รัฐบาลทำแค่พยุงเศรษฐกิจคงจะเป็นไปไม่ได้







