
รื้อ30บาทฯ รัฐบาลอ่วม
ปัจจัยทั้งหมดนี้ จะพิสูจน์ความสามารถของหมอปิยะสกลว่าเด็ดขาดจริงหรือไม่
โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์
ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ยังไม่ทันได้เริ่มจะทำอะไรกับโครงการ “30 บาท รักษาทุกโรค” รัฐบาลก็ออกอาการถอยกรูด ไม่กล้าแตะต้อง และไม่กล้าแม้แต่พูดว่าจะปฏิรูปอะไรในระบบบัตรทอง
เพราะต้องยอมรับว่าข้อดีของนโยบายบัตรทอง ตลอด 14 ปีที่ผ่านมาได้ทำให้คนในประเทศนี้มองเห็นประโยชน์ของโครงการมากกว่าจะมองว่าทำให้ประเทศ “ล้มละลาย”
แม้แต่คนที่เกลียดชัง “ทักษิณ ชินวัตร” มากสุดๆ ก็ยังยอมรับในข้อดีของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าในระดับหัวของรัฐบาลมีความคิดที่จะ “รื้อ” งบบัตรทองมาสักระยะหนึ่งแล้ว ท่าทีที่แสดงออกชัดเจนไม่ได้มาจากใครอื่น นอกจากผู้นำประเทศ อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ออกอาการ “หงุดหงิด” กับการใช้งบประมาณ 1.4 แสนล้าน ในโครงการนี้อยู่บ่อยครั้ง
1 ก.ค. บิ๊กตู่ ให้สัมภาษณ์ระบุชัดว่า “บัตรทอง” เป็นประชานิยม รวมถึงการอัดเงินเหมาจ่ายรายหัวลงไปมากๆ ทำให้โรงพยาบาลเข้าขั้นเจ๊ง ซ้ำยังบอกอีกด้วยว่าใน 190 ประเทศ แทบไม่มีใครทำโครงการแบบนี้ และตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้วประเทศไทย “พร้อมหรือไม่”
สัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะแถลงผลงานรัฐบาลในรอบ 1 ปี บิ๊กตู่ ยังพูดอีกว่า “ในส่วนของงบประมาณกระทรวงสาธารณสุขมากที่สุด มีโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคเป็นโครงการที่สุดยอด แต่รายได้ไม่มี”
ทั้งหมดนี้ยังไม่นับรวมความพยายามที่จะให้คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ เข้าไปไล่บี้ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ว่าใช้เงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ อย่างผิดวัตถุประสงค์ จนต้องเด้ง นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการ สปสช. ไปนั่งตบยุงอยู่จนถึงวันนี้ แม้จะยังหาคำตอบไม่ได้ว่า นพ.วินัย ทุจริตอย่างไร
ว่ากันว่าความขัดแย้งที่อีนุงตุงนังระหว่างกระทรวงหมอและ สปสช. หลายเดือนที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งก็มาจากเรื่องเงินๆ ทองๆ เพราะบรรดาทหารผู้กุมอำนาจ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ รวมถึงข้าราชการระดับหัวที่นั่งในกระทรวงหมอก่อนหน้านี้ ล้วนเห็นตรงกันว่าเงินที่ใช้จ่ายผ่านกองทุนฯ นั้นสูงเกินไป
ปฏิกิริยาทั้งหมดถูกส่งผ่านมาถึง นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข ให้ถือธงนำรื้องบบัตรทองใหได้เสียที หลังจากพยายามมาก่อนหน้านี้แล้วยังไม่ประสบความสำเร็จ
จนมีเสียงเด็ดขาดจาก รมว.สธ. ว่า ในปี 2559 เรื่องการ “ร่วมจ่าย” จะต้องชัด เพราะแนวโน้มการใช้งบประมาณบัตรทองสูงถึง 16-17% ของงบประมาณแผ่นดิน รวมถึงต้องใช้หลักการ “ประชารัฐ” เพื่อร่วมอุดหนุนงบบัตรทอง
ที่น่าสนใจก็คือ ตัวเลขที่หมอปิยะสกลอ้างว่าเป็นงบบัตรทองนั้นเป็นตัวเลขที่เขาคิดขึ้นมาเอง เพราะแท้จริงงบบัตรทองอยู่ที่ประมาณ 5.5% ของงบประมาณเท่านั้น ขณะเดียวกันก็ถูกแช่อยู่ราวๆ นี้มาหลายปี ขณะที่ตัวเลข 16-17% แท้จริงแล้วเป็นงบประมาณด้านสุขภาพของทุกระบบ
คำถามที่ถกเถียงกันมากอีกหนึ่งคำถาม คือ การลงทุนด้านสุขภาพในโครงการบัตรทองนั้นคุ้มค่าและยั่งยืนหรือไม่ เมื่อเทียบกับงบประมาณส่วนอื่น ซึ่งตลอด 14 ปีที่ผ่านมา ทั้งนักเศรษฐศาสตร์ ทั้งหมอต่างก็ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง
ฝ่ายสนับสนุนอ้างตัวเลขของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่ระบุว่า บัตรทองได้ทำให้คนไทยพ้นจากความยากจน ในการจ่ายค่ารักษาพยาบาลมากกว่า 1 แสนครัวเรือน และเป็นสวัสดิการเพียงไม่กี่อย่างที่รัฐบาลใช้ “เงินภาษี” เพื่อมอบสวัสดิการให้กับประชาชน
ส่วนฝ่ายที่ไม่สนับสนุนยกตัวเลขว่า หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้ทำให้โรงพยาบาลขาดทุนนับร้อยแห่ง ทำให้ประชาชนเข้าโรงพยาบาลมากขึ้นจนเกินความจำเป็น และการบริหารงบมีปัญหา ไม่มีประสิทธิภาพ และถูกกักไว้กับบางโรคมากเกินไป
มีความพยายามจะหาสมดุลระหว่างฝ่ายหนุนและฝ่ายที่ไม่สนับสนุนมาช้านาน เป็นต้นว่า หากจะเปลี่ยนการบริหารจัดการ จะลงไปที่กระทรวงสาธารณสุขได้มากขึ้นหรือไม่ และที่สำคัญคือ หากจะมีการ “ร่วมจ่าย” โดยประชาชน ต้องร่วมจ่ายในอัตราเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม แล้วใครจะต้องเป็นคนจ่ายบ้าง
แต่คำถามทั้งหมดนี้ก็ไม่เคยมีคำตอบอะไรมากไปกว่าการตั้ง “คณะกรรมการ” ขึ้นมาศึกษา ซึ่งแม้จะมีหัวกะทิร่วมกรรมการมากมาย ก็ไม่เคยหาคำตอบได้ว่าสุดท้ายจะปฏิรูปอย่างไร เพราะรัฐบาลไม่เคยกล้าที่จะแตะโครงการนี้อย่างลงรายละเอียด
วาจาสิทธิของหมอปิยะสกลที่วาดฝันให้ปีหน้ามีทางออกที่ชัดเจนนั้นจึงน่าสนใจยิ่ง เพราะเอาแค่หาจุดบาลานซ์ระหว่างฝ่ายหนุนและฝ่ายต้านก็ยากหืดขึ้นคอแล้ว ยิ่งหากรวมประเด็นการเมือง เรื่อง “ประชานิยม” และเรื่องการเป็นสัญลักษณ์ของ “ทักษิณ” ยิ่งทำให้เรื่องนี้ซับซ้อนเข้าไปใหญ่
ปัจจัยทั้งหมดนี้ จะพิสูจน์ความสามารถของหมอปิยะสกลว่าเด็ดขาดจริงหรือไม่ เพราะหากรัฐบาลชุดนี้ยังปล่อยให้ปมยุ่งเหยิงของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าคาราคาซัง ก็คงหวังพึ่งรัฐบาลต่อๆ ไปให้ปฏิรูปโครงการนี้ได้ยาก







