posttoday
เสรีภาพที่หายไปบนโลกออนไลน์

เสรีภาพที่หายไปบนโลกออนไลน์

27 ธันวาคม 2558

ย้อนกลับไปมองประวัติศาสตร์ จุดกำเนิดของอินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นเพื่อการทหารในยุคสงครามเย็น

โดย...สุภชาติ เล็บนาค

ย้อนกลับไปมองประวัติศาสตร์ จุดกำเนิดของอินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นเพื่อการทหารในยุคสงครามเย็น แต่เมื่อเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ “โลกาภิวัตน์” อินเทอร์เน็ตก็ถูกเปลี่ยนไปใช้เพื่อการค้าและอำนวยความสะดวกด้านการติดต่อสื่อสารแทน

หลังสหัสวรรษใหม่ นอกจากอินเทอร์เน็ตจะถูกใช้ด้วยเหตุผลข้างต้นแล้ว ก็ยังเป็นปริมณฑลใหม่แห่งการ “เคลื่อนไหวทางการเมือง” และสร้างความตื่นรู้ให้กับประชาชนที่นิ่งเฉย โดยเฉพาะในระบอบเผด็จการมาเนิ่นนาน

ตัวอย่างที่สำคัญคือสื่อสังคมออนไลน์ได้มีส่วนสำคัญในเหตุการณ์ “อาหรับสปริง” จนเผด็จการในตะวันออกกลาง ที่ครองอำนาจมาไม่ต่ำกว่า 30-40 ปี ก็อยู่ไม่ได้ เพราะเคยควบคุมเฉพาะพื้นที่ชุมนุมจริงเท่านั้น ไม่เคยรู้เท่าทันว่าแนวรบในสังคมออนไลน์นั้นเคลื่อนไปทางใด

ในบ้านเราก็เช่นกัน การชุมนุม กปปส. ปี 2556-2557 โซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นปัจจัยสำคัญมากที่ทำให้ม็อบ “จุดติด” ทำให้เสียงประชาชนดังกระหึ่มเหนือรัฐบาลได้

ชัดเจนว่าอินเทอร์เน็ตได้ก้าวข้ามการเป็นโซเชียลมีเดียที่ถูกมองว่าเป็นพื้นที่ไร้สาระ ไปสู่การเป็นจัตุรัสแห่งใหม่ สำหรับชุมนุมทางการเมือง ที่ไม่ว่าผู้ปกครองของรัฐใดก็มิอาจมองข้ามอีกต่อไป

ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลประชา ธิปไตยจ๋าอย่างสหรัฐอเมริกา หรือรัฐบาลที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย แบบรัฐบาลไทย ก็ต้องทำแบบเดียวกัน คือการหาทางสอดแนมผู้ใช้เน็ต

สหรัฐอเมริกานั้นถูกแฉออกมาก่อนว่าตั้งระบบ “ดักจับข้อมูล” และดักฟังโทรศัพท์เรียบร้อยแล้ว ส่วนรัฐบาลไทยกำลังอยู่ระหว่างการตั้งไข่ ผ่านทั้งการใช้ซอฟต์แวร์ดักจับอย่างสนิฟเฟอร์ และความพยายามจับท่อสื่อสารทางอินเทอร์เน็ตมัดรวมเป็นท่อเดียว แล้วดักจับข้อมูลอย่างการทำ “ซิงเกิ้ลเกตเวย์”

แต่เมื่อไม่สำเร็จ ก็เลยพยายามสร้างความหวาดกลัว ด้วยการใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ควบคู่ไปกับกฎหมายความมั่นคง อย่างกฎหมายอาญามาตรา 116 หรือตั้งข้อหา “ยุยงปลุกปั่น” ซึ่งมีโทษสูงสุดถึง 7 ปี ให้กับผู้ต่อต้านรัฐบาลจำนวนมาก ทั้งที่ไม่มีเหตุบ่งชี้อะไรว่า คนที่ต้านรัฐบาล คือคนที่อยากล้มระบอบการปกครอง หรือคนที่กดไลค์บางข้อความ มีเจตนาสนับสนุน

ผู้ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ

ทศพล ทรรศนกุลพันธ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พูดไม่นานนี้ว่าวิธีการในการบริหารจัดการโลกออนไลน์มีทั้งหมด 5 แบบ ตั้งแต่ 1.ตั้งต้นโดยการไม่ให้รัฐเข้าไปยุ่มย่าม 2.ให้รัฐไปยุ่มย่ามแบบห่างๆ เช่น ให้ผู้ให้บริการออกกฎเอง แล้วรัฐควบคุมบริษัทอีกครั้ง 3.รัฐออกกฎหมายขึ้น แล้วตั้งหน่วยงานดูแลข้อมูลข่าวสาร ทางโลกออนไลน์โดยเฉพาะ 4.ให้สังคมมีส่วนร่วมในการควบคุม และ 5.รวมศูนย์ทั้งหมดไว้ที่อำนาจรัฐเหมือนที่รัฐบาลจีนทำ

ไม่นานมานี้ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่แต่งตั้งโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พยายามปฏิรูปกฎหมายใหม่ ให้รัฐมีอำนาจดักจับข้อมูลผ่านไลน์และเฟซบุ๊กได้ ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง ซึ่งแม้จะยังไม่ชัดว่าความมั่นคงในนิยามของรัฐบาลหมายถึงอะไร แต่การบังคับใช้กฎหมายที่ผ่านมา ก็เริ่มเห็นชัดแล้วว่าการวิจารณ์รัฐบาลอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงได้เช่นกัน

ฉะนั้น นิยามความมั่นคงจึงต้องชัดว่า หากเป็นการก่อการร้ายและมีเหตุผลสนับสนุนเพียงพอ รัฐสามารถมีอำนาจในการเข้าไปดักจับได้ แต่การวิพากษ์วิจารณ์ แสดงความคิดเห็น รัฐไม่มีสิทธิเข้าไปยุ่มย่าม

จะด้วยประการใดก็แล้วแต่ หลังจากนี้ไม่ว่าจะแชร์ หรือจะโพสต์ในกลุ่มลับ ก็ไม่อาจอยู่ในจุดที่เรียกได้ว่า “ปลอดภัย” อีกต่อไป

เมื่อเสรีภาพในอินเทอร์เน็ตที่เคยคิดกันว่าอิสระ สามารถแสดงออกความคิดเห็นได้ตรงไปตรงมาที่สุด ไม่ได้ปลอดภัยอีกแล้ว คำถามต่อมาก็คือ มนุษย์จะทนอยู่ในสภาพที่ถูกจำกัดอิสรภาพในการแสดงความเห็นได้มากขนาดไหน?

ที่ผ่านมาเมื่อรัฐบาลประกาศเตรียมใช้ “ซิงเกิ้ลเกตเวย์” เกิดปฏิกิริยาต่อต้านจากพลเมืองเน็ตจำนวนมาก ด้วยการรุมกดรีเฟรชถล่มเว็บไซต์ของรัฐ กระทั่งรัฐบาลต้องหาทางเพลาแนวคิดลงไปในที่สุด

แต่ในอีกด้านหนึ่งพลเมืองผู้รักชาติอีกจำนวนหนึ่ง ก็ออกมาสนับสนุนการใช้ซิงเกิ้ลเกตเวย์ด้วยวาทะยอดฮิตว่า ถ้าไม่โพสต์อะไรผิด แล้วจะกลัวอะไร

อันที่จริงเรื่องเสรีภาพนี่น่ากลัวนะครับ เพราะบรรทัดฐานการมองแต่ละคนอาจต่างออกไป ในบางห้วงเวลา เรื่องบางเรื่องอาจผิดกฎหมาย แต่ในบางเวลา ก็อาจไม่มีปัญหาอะไร

ทั้งหมดนี้ขี้นอยู่กับเรื่องเดียวคือ “ดุลพินิจ” ของเจ้าหน้าที่ล้วนๆ เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล สิ่งที่เคยโพสต์กันได้อิสระ อาจไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป

ฉะนั้น การให้อิสระแก่เจ้าหน้าที่ในการล้วงข้อมูลอย่างไรก็ได้ “ไม่ผิดก็ต้องกลัว” เพราะดุลพินิจของเจ้าหน้าที่อาจเปลี่ยนได้ตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้เน็ต ไม่ว่าจะขวาจัด หรือจะซ้ายจัดได้เสมอ

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์