
ปฏิรูปไม่สนอง การปรองดองไม่บังเกิด
จะสิ้นปีแล้ว ขอ “เผือก” เรื่อง คสช.สักหน่อย เรื่องที่อยากจะเผือกก็คือเรื่องการประเมินผลงานของ คสช.นั่นเอง
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
จะสิ้นปีแล้ว ขอ “เผือก” เรื่อง คสช.สักหน่อย
เรื่องที่อยากจะเผือกก็คือเรื่องการประเมินผลงานของ คสช.นั่นเอง โดยมีเหตุผลที่คิดว่าตนเองสมควรเผือก 2 ข้อ
หนึ่ง ผู้เขียนเป็นคนไทยคนหนึ่งที่ “ยินยอม” ให้ คสช.ปกครอง แม้จะไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจ แต่คิดว่า “ไหนๆ ก็ไหนๆ” ลองให้ท่านดูแลประเทศสักระยะ เผื่อว่าจะมีอะไรดีขึ้นบ้าง จึงคิดว่านี่ก็เป็นเวลา 1 ปี กับ 7 เดือนแล้ว ที่ติดตามการทำงานของ คสช.มา ภายใต้เพลงปลอบใจที่เปิดให้เราฟังทุกเช้าค่ำว่า “เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน...” ก็จะขอประเมินว่าท่านได้ทำตามสัญญาแล้วหรือยัง และเวลาที่ให้มานี้นานเกินไปหรือไม่
สอง ในฐานะที่ทำงานวิชาการก็อยากจะใช้ความรู้ที่สอนลูกศิษย์ลูกหามาใช้ให้เป็นประโยชน์ว่า ในฐานะที่เราเป็นผู้ใต้ปกครอง ตามหลักวิชารัฐศาสตร์นั้น เราสามารถกระทำอะไรกับตัวเราหรือผู้ปกครองได้บ้าง โดยเฉพาะในยามที่อยู่ภายใต้การปกครองแบบเผด็จการ ที่อาจจะเรียกได้ว่า “เผด็จการแบบผ่อนปรน” ซึ่งกำลังจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ “ประชาธิปไตยแบบควบคุม” เพื่อวิเคราะห์ผลของการปฏิรูปและการสร้างความปรองดองตามที่ คสช.ประกาศไว้
ผู้เขียนจะไม่ประเมินแบบครูประถมที่ให้คะแนนในระบบ “เต็มสิบ” หรือ “ร้อยละ” รวมทั้งไม่ตัดสินผลสอบแบบมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ที่ให้ในระบบ “เกรด A B C D และ F” แต่จะให้ตามแบบที่ผู้เขียนคุ้นเคยอยู่ในการทำงานที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช คือถ้าสอบผ่านก็ให้ S คือ Satisfied หรือ พอใจ แต่ถ้าไม่ผ่านก็ให้ U คือ Unsatisfied รวมถึงถ้ายังไม่ให้ตกก็ให้มีการสอบซ่อม หรือรอให้ส่งคะแนนเก็บในส่วนอื่นเพิ่มเติม ก็จะติด I (ไอ) ไว้เพื่อให้เวลาแก้ตัวอีกสักระยะ
เรื่องแรกที่จะประเมินคือ “การปฏิรูป”
ผู้เขียนให้ I (ทั้งที่ใจจริงอยากจะให้ U) เพราะได้ฟังที่ท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านพูดเมื่อวันที่ 23 ถึงการสรุปผลงานของรัฐบาล ดูเหมือนว่าท่านจะลดหย่อนผ่อนปรนทิฐิมานะลงเยอะ ท่านยอมรับเองว่าผลงานเรื่องนี้ยังไม่สำเร็จ รวมถึงทำทีออดอ้อนขอเวลาให้การปฏิรูปนี้ดำเนินไปอีกสัก 20 ปี อย่างที่ท่านใช้ภาษา วปอ. ว่า “ยุทธศาสตร์ชาติ” ที่ต้องให้เวลาพอสมควร แต่ท่านก็ยังอดท้าทายผู้ชมผู้ฟังไม่ได้ โดยท้าทายว่ามีใครทำได้บ้าง ให้มาลองทำดู
ความจริงนั้น ท่านประยุทธ์ออกจะ “ลับลวงพราง” อยู่มาก เพราะงานปฏิรูปนี้ไม่ใช่งานของรัฐบาลแต่เพียงลำพัง ถ้าท่านทั้งหลายจำได้ หลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวเมื่อปี 2557 เรื่องการปฏิรูปนี้ได้มีการให้ความสำคัญถึงขั้นที่เป็นเนื้อหาหลักในรัฐธรรมนูญนั้นเลยทีเดียว รวมถึงการตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มีความอึกทึกคึกคักเป็นอย่างมาก ร่วมกับการตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน ก็มีการ “สร้างพิธีกรรม” เป็นที่เอิกเกริก จนทำให้คนทั้งหลายเคลิ้มไปว่าการปฏิรูปคงจะสำเร็จในเร็ววัน
แต่ครั้น คสช.เห็นว่า สปช.เริ่มอาละวาดแสดงอิทธิฤทธิ์มากขึ้นเรื่อยๆ ก็แก้รัฐธรรมนูญให้มีผลต่อการยุบ สปช. หากไม่เห็นชอบในร่างรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกันกับที่คณะยกร่างฯ ที่เริ่มออกอ่าวไปมหาสมุทร ร่างรัฐธรรมนูญที่เป็น “ธนูพิษ” ย้อนกลับมาทำลาย คสช. ท่านก็เลยให้มีผล “ตายตกตามกัน” ไปในคราวเดียวกัน ที่ทำให้ คสช.หมดความน่าเชื่อถือไปพอควร
การที่ท่านประยุทธ์ขอซื้อเวลาเพื่อการปฏิรูปประเทศอย่างที่พูดออกมาในวันที่ 23 นั้น อาจจะวิเคราะห์อย่างชาวบ้านๆ ได้ว่า คสช.เริ่มถอดใจ หรืออย่างน้อยก็ยอมรับความจริงว่า เวลาที่ผ่านมาเกือบ 2 ปีนี้ การปฏิรูปประเทศยังทำได้ไม่สำเร็จ และเพื่อให้ “ดูดี” จึงมาพูดในตอนนี้ว่าเรื่องการปฏิรูปนี้เป็นเรื่องที่ยากมากๆ (ไม่เหมือนตอนที่ยึดอำนาจใหม่ๆ ที่พูดในสไตล์ “สมรักษ์ คำสิงห์-ผมไม่ได้โม้” ว่ามีความมั่นใจมาก) รวมทั้งอาจจะตีความได้ต่อไปด้วยว่า คสช.คงทำไม่ไหวแล้ว รีบๆ เลือกตั้งเสีย คสช.จะขอลาโรง ใครอยากจะทำก็มา “รับเดน” ไปทำต่อไป
อย่างไรก็ตาม ยังมีเวลาอีก 1 ปี 7 เดือน ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งในเดือน ก.ค. 2560 เท่ากับอีกครึ่งหนึ่งที่ คสช.ได้ยึดอำนาจมา ผู้เขียนจึงอยากมองโลกในแง่ดีและให้โอกาส คสช.อีกสักหน่อยว่า ถ้าท่านตั้งใจจริงและไม่ทำงานอย่างลูบหน้าปะจมูกแล้วละก็ งานปฏิรูปใหญ่ๆ หลายๆ อย่างน่าจะทำได้ เช่น การปฏิรูประบบภาษี ปฏิรูปทรัพยากร ปฏิรูปพลังงาน ปฏิรูปตำรวจ ปฏิรูปท้องถิ่น และปฏิรูปคุณภาพชีวิตคนไทย ที่ไม่ใช่จะทำได้ง่ายๆ โดยมาตรา 44 แต่อาจจะผ่านกระบวนการทางรัฐสภาให้ “สุขุมนุ่มนวล” โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาตินั้นก็ได้
เรื่องที่สองคือ “การสร้างความปรองดอง”
ผู้เขียนให้ U คือ “สอบตก” เพราะความโลเลของ คสช.นั้นเป็นสำคัญ ซึ่งถ้าท่านทั้งหลายได้ติดตามการทำงานในเรื่องนี้ของท่านประยุทธ์มาโดยตลอดก็จะพบว่า ท่านอ้างแต่ว่าจะต้องดำเนินการตามกฎหมายเสมอมาทั้งที่ตัวท่านเองนั่นแหละคือ “กฎหมาย” เมื่อผู้นำไม่มีความชัดเจนในการใช้อำนาจเด็ดขาดตามแบบการบริหารประเทศในภาวะวิกฤต จึงเป็นโอกาสของผู้ที่อาศัย “ความพิถีพิถัน” ของกฎหมาย ก่อความวุ่นวายแทรกแซงให้เกิดความปั่นป่วนในสังคม ในระหว่างช่วงเวลาที่กฎหมายต้องใช้เวลาดำเนินไป ในทางการเมืองจึงเกิดภาวะ “ไฟสุมทรวง”
แล้วยิ่งมีกรณีอุทยานราชภักดิ์เข้ามาอีก ทำให้ “ฝ่ายตรงข้าม” ของ คสช.เกิดความฮึกเหิม สร้างกระแส “ตอแย” กับ คสช.ไปเรื่อยๆ ซึ่งผู้สันทัดกรณี (ไม่ทราบว่าเป็นใครเหมือนกัน แต่ชอบแสดงความเห็นออกมาตามโซเชียลมีเดียต่างๆ เป็นระยะๆ) บอกว่าอดีตนายกฯอาชญากรหนีคดีจะใช้การสร้างกระแสเรื่องนี้ “บ่อนเซาะ” ทำลายความน่าเชื่อถือของ คสช.ให้ถึงที่สุด เพราะค่าใช้จ่ายไม่แพงเหมือนจ้างพวกหัวโจก “เป๋ามันเลยปี้น้อง” ด้วยการจ้าง “เด็กๆ” หรือนักศึกษา และต่อไปอาจจะเป็นแค่ระดับ “แม่บ้าน” หรือ “ลูกจ้างแรงงาน” ที่ทำงานนี้ด้วยความสนุกสนาน
การสร้างความปรองดองก็เช่นเดียวกันกับการปฏิรูป คือ ต้องดำเนินการด้วยความเด็ดขาดกล้าหาญ เมื่อจะจัดการกับฝ่ายตรงข้าม คสช.ให้เห็นถึงความเด็ดขาดกล้าหาญตรงนั้นแล้ว ก็ต้องจัดการกับคนใน คสช.ด้วยกันเองด้วยความเด็ดขาดกล้าหาญเช่นกัน
ผู้ที่เชียร์ทหารอาจจะมองว่าผู้เขียน “ปรามาส” คสช.มากเกินไป แต่ผู้เขียนก็มีความหวังดีต่อบ้านเมืองแบบ “คนซอยสวนพลู” ที่หลายครั้งท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็เคยทะเลาะกับทหารอยู่หลายครั้ง ถึงสิ่งที่ทหารทำว่า “ควร” หรือ “ไม่ควร”
อย่างที่ท่านพูดกับลูกศิษย์ว่า “ถ้ากูไม่รักมึงก็ไม่เตือนมึง”







