
นิรโทษกรรม ไม่สร้างปรองดอง
การสร้างความปรองดอง เป็นอีกโจทย์สำคัญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ซึ่งนับตั้งแต่ “มีชัย ฤชุพันธุ์”
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
การสร้างความปรองดอง เป็นอีกโจทย์สำคัญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ซึ่งนับตั้งแต่ “มีชัย ฤชุพันธุ์” มาทำหน้าที่ประธาน กรธ.ก็ให้ความสำคัญกับการสร้างความปรองดอง โดยได้ตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาประเด็นปัญหาการสร้างความปรองดองขึ้นมาศึกษาเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ
อย่างไรก็ตาม ประธาน กรธ.บอกว่า กลไกต่างๆ ที่ กรธ.ได้นำมาใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญจะช่วยให้การปรองดองเกิดขึ้นได้ในตัวเอง
“เราเชื่อว่าแนวทางและกลไกต่างๆ ที่เราใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญจะเป็นกลไกที่นำไปสู่ความปรองดองไปในตัวด้วย ได้แก่ ปรองดองระหว่างราษฎรด้วยกัน โดยแต่ก่อนเวลาคุณไปเลือกตั้ง เวลาคุณแพ้คุณจะแพ้หมดตัว ก็ได้แต่นั่งเคียดแค้นอยู่ในใจ รออีกที 4 ปี ป่วนได้ก็ป่วน แต่ต่อไปนี้คะแนนของคุณมันถูกยอมรับนับถือ เพราะนำไปคิดจำนวน สส. ถ้าคุณไปลงคะแนนให้พรรคไหน พรรคการเมืองก็จะได้ คุณก็มีโอกาส ไม่ได้รัฐบาลแต่ก็จะได้ สส.ไปดูแลแทน มันไม่ใช่เป็นการชนะแบบเด็ดขาด แต่เป็นการเฉลี่ยกันไป มันก็จะทำให้พออยู่กันไปได้ ไม่ใช่สูญสิ้นหมด”
“ขณะเดียวกัน เราก็สร้างกลไกอื่นๆ เพิ่ม เพื่อให้เกิดการปรองดอง เช่น เมื่อก่อนนี้ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พอเป็นแล้วก็ไม่มีอะไร แต่เมื่อตั้งแล้วก็ควรให้มีบทบาท อย่างยามวิกฤตต่างๆ ก็ให้ผู้นำฝ่ายค้านมีสิทธิยื่นข้อเสนอแนะข้อคิดเห็นไปให้รัฐบาลไปดำเนินการ ซึ่งไม่ใช่การเปิดอภิปรายทั่วไปที่มามะรุมมะตุ้มกัน”
“แต่เราให้ผู้นำฝ่ายค้านเป็นคนเสนอ และเมื่อรัฐบาลรับข้อเสนอแล้วจะต้องกลับมารายงานว่าทำได้หรือไม่ได้อย่างไร เรียกว่าเป็นการพูดคุยกันในทางการเมืองเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง มันจะได้มีช่องทาง ตรงนี้ก็เป็นอีกวิธีการปรองดอง เพื่อไม่ให้เกิดการหักโค่นไปเสียทีเดียว”
“เช่นเดียวกับการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งเดิมถ้าจะอภิปรายเรื่องทุจริตจะต้องแจ้งกับ ป.ป.ช.ก่อน และต้องระบุว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งส่วนนี้ทำให้กระบวนการเปิดอภิปรายมันเป็นการเอาเป็นเอาตายกันเกินไป แล้วในที่สุดมันก็ไม่ได้อย่างที่ต้องการหรอก ดังนั้น คุณจะไปกำหนดเงื่อนไขนั้นทำไม เพราะปกติแล้วถ้ามีหลักฐานที่กล่าวหาว่ามีการทุจริตเพียงพอ ก็มีการเสนอไปยัง ป.ป.ช.อยู่แล้ว”
“บางทีกลไกทางการเมืองไม่จำเป็นต้องเอากันให้ตาย เพียงแต่เป็นการบอกให้รู้ว่าเรารู้ทันคุณนะ อย่างน้อยที่สุดรัฐบาลก็จะระมัดระวังมากขึ้น ความเสียหายก็จะได้ไม่เกิด”
เมื่อขอให้ประธาน กรธ.ชี้ลงไปว่า สาเหตุของการไม่ปรองดองมาจากจุดใด ปรากฏได้คำตอบว่า “มันเป็นเรื่องของการมองต่างมุมในแง่ของการบริหารบ้านเมือง และจุดใหญ่ใจความมันอยู่ที่การทุจริต คนที่บริหารอยู่ก็อยากทำอะไรเยอะแยะ และคิดว่านั่นไม่ใช่การทุจริต ฝ่ายหนึ่งบอกว่าที่ทำกันอยู่เป็นการทุจริต เกิดการเถียงกันไปเถียงกันมาจนหาคนชี้ขาดไม่ได้”
“ถ้าเราสร้างกลไกว่า เมื่อไหร่เกิดปัญหาอย่างนี้ขึ้นมา ต้องไปหาคนมาชี้ขาด พอชี้แล้วต้องหยุด เรื่องมันจะไม่บานปลายและไม่ไปทะเลาะกันริมถนน ให้ทุกอย่างมีทางออกและมีจุดที่สิ้นสุด มันก็จะสามารถหยุดการแตกแยกเอาไว้ได้ และเป็นกลไกทางการเมืองโดยเฉพาะที่ช่วยให้บ้านเมืองเดินต่อไปข้างหน้าได้”
การนิรโทษกรรมมีความจำเป็นต่อการสร้างความปรองดอง? ประธาน กรธ.ตอบว่า “การนิรโทษกรรมไม่น่าจะเป็นเรื่องของการปรองดอง การนิรโทษเป็นเรื่องของการให้อภัยไม่ใช่ปรองดอง เพราะมันมีที่ไหนบอกว่า ถ้านิรโทษกรรมให้คุณแล้ว คุณจะดีกับผม มันไม่มี”
“มันไม่มีหลักคิดที่ว่าถ้านิรโทษกรรมแล้วทุกคนจะลืมทุกอย่างหมด ถามในทัศนะของคุณคิดว่าถ้านิรโทษกรรมแล้วทุกคนจะกลับมายิ้มแย้มแจ่มใสกันหรือเปล่า ถ้ามันใช่ ก็โอเค ก็ทำไป แต่ผมไม่คิดว่ามันจะใช่ (หัวเราะ)”
ในช่วงท้ายการสัมภาษณ์ได้ถามถึงความคาดหวังของประธาน กรธ.ในการให้บ้านเมืองได้รับการแก้ไขผ่านกลไกของร่างรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่า “รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นประชาธิปไตยที่เหมาะกับประเทศไทย”
“ผมก็คิดว่ากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 21 คน เป็นมนุษย์ ก็พยายามเค้นสติปัญญาออกมา ได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น มันคงยืนยันไม่ได้หรอกว่าที่เราเขียนออกมาทั้งหมด มันจะแก้ไขได้หมดทุกปัญหา แต่อะไรที่มีใครบอกมา เราก็จะพยายามไปคิดสูตรและหาทางแก้ไขปัญหาออกมาให้ได้”
“อีกอันหนึ่งที่เราคิดว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้บ้านเมืองไม่กลับไปสู่กลียุคได้ง่ายนัก คือ 1.การมีวินัยของคน 2.การบังคับใช้กฎหมายที่ต้องเข้มงวดและเคร่งครัด ถ้าไม่มีการทำสองเรื่องนี้ ไม่ว่าเขียนรัฐธรรมนูญกี่หนมันก็ล้ม”
“ถามว่าความมีวินัยของคนจะทำอย่างไร มันทำได้ด้วยทางเดียว คือ การศึกษา ซึ่งต้องใช้ระยะเวลา และต้องเริ่มตั้งแต่ก่อนวัยเรียน สอนเด็กให้มีวินัย ปัญหาบ้านเมืองของเราที่เกิดขึ้น เพราะขาดความมีวินัย เมื่อคนไม่มีวินัย ก็ทำผิดอะไรได้เรื่อย ทำในทุกอย่างที่อยากได้สุดแต่ว่าอะไรที่ได้ประโยชน์ เมื่อกลไกบังคับใช้กฎหมายมันไม่ทำงาน ก็ทำให้ปัญหาไปกันใหญ่ กลไกบังคับใช้กฎหมายอยู่ที่ไหน ก็อยู่ที่ตำรวจ ถ้าคุณปฏิรูปตำรวจให้ตำรวจสามารถทำงานได้ตามความรู้ความสามารถ ไม่ใช่ทำงานตามที่ใครสั่ง เมื่อนั้นคุณก็จะสามารถแก้ไขปัญหาได้”
ต่อมา อาจารย์มีชัยมีข้อความฝากถึงฝ่ายที่แสดงความคิดเห็นในเชิงต่อต้านการร่างรัฐธรรมนูญว่า “คือว่าถ้าเวลาเขาค้านเนี่ย ค้านมาจากประโยชน์ที่ตนมองเห็น มันก็ต้องละวางกันบ้าง เพราะว่าบ้านเมืองเราบอบช้ำมาเยอะแล้ว ถึงเวลาที่เราต้องคิดถึงประเทศเป็นหลัก ว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศเดินไปได้ราบเรียบ”
“คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ได้คิดถึงพรรคหนึ่งพรรคใดเลยเวลาที่ทำในเรื่องต่างๆ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำอย่างนี้แล้วพรรคไหนจะได้เปรียบเสียเปรียบหรือได้คะแนนมาอย่างไร เราก็บอกว่าอย่าไปสนใจ ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติของการเมือง”
“สิ่งที่เราต้องป้องกันให้ดีที่สุด คือ การทุจริตที่ต้องไม่ให้เกิดขึ้น และผมเชื่อว่าถ้าเราป้องกันตัวนั้นได้ผล การเมืองถึงเราจะชอบใครหรือเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับใคร ก็คงพอรับกันได้ รอไปจนกว่าจะมีเสียงข้างมาก แต่ถ้าเมื่อไหร่เกิดการทุจริตระหว่างทาง จนกระทั่งบ้านเมืองจะหายนะ ในที่สุดคนก็จะรับไม่ได้ ดังนั้น เราต้องสกัดตรงนี้ให้มากที่สุด เราเน้นตรงนี้มากที่สุด”
กับคำถามสุดท้ายที่ถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านการทำประชามติ? ประธาน กรธ.ตอบแบบไม่ฟันธงว่า “ผมคิดว่าเราก็ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราไปอธิบายได้กว้างขวางแค่ไหน ถ้าเราอธิบายได้กว้างขวางเพียงพอ ผมก็เชื่อว่าประชาชนเขาเอาด้วย แต่ละเรื่องที่เราทำ เราก็ทำโพลมาก่อน”







