
หนี้ครัวเรือน ยังถ่วงเศรษฐกิจปีหน้า
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
หลังเหตุการณ์น้ำท่วมแห่งชาติในปี 2554 รัฐบาลในขณะนั้นได้มีนโยบายคืนภาษีสรรพสามิตให้กับผู้ที่ซื้อรถยนต์คันแรกสูงสุด 1 แสนบาท และให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแก่ผู้ที่ประสบภัยน้ำท่วม กู้เงินซื้อบ้านใหม่ หรือซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ส่งผลให้หนี้ครัวเรือนเร่งตัวสูงขึ้นมากจนทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลออกมาไม่สามารถทำให้การบริโภคในประเทศฟื้นตัวได้
สถานการณ์หนี้ครัวเรือนของไทยในขณะนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานข้อมูลล่าสุดในไตรมาส 2 ของปีนี้ว่ามียอดคงค้าง 10.71 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 6.3 แสนล้านบาท หรือขยายตัว 7.90% ได้เพิ่มสูงขึ้นเป็น 80% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จากไตรมาสแรกของปีที่มีหนี้อยู่ 79.93% ของจีดีพี
หนี้ครัวเรือนนี้ เจ้าหนี้รายใหญ่ยังคงเป็นสถาบันการเงินในระบบที่ปล่อยกู้ให้เพิ่มขึ้น ธนาคารพาณิชย์มีปริมาณหนี้เพิ่มขึ้นเกือบครึ่งหนึ่ง คือ ยอดหนี้เพิ่มขึ้นมากที่สุดในระบบ 3.08 แสนล้านบาท ขยายตัว 7.23% รองลงมาเป็นการเพิ่มขึ้นของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ มียอดคงค้างในระบบ 3.13 ล้านล้านบาท สหกรณ์ออมทรัพย์เพิ่มขึ้น มียอดคงค้างหนี้ทั้งสิ้น 1.64 ล้านล้านบาท
อย่างไรก็ดี ธปท.เห็นว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือนมีแนวโน้มลดลง สาเหตุสำคัญมาจากการที่ธนาคารพาณิชย์ และบริษัทที่ให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคล เป็นห่วงปัญหาหนี้เสียจึงเข้มงวดการให้สินเชื่อ ยอดคงค้างการให้สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคในไตรมาส 3 ของปีนี้จึงมาอยู่ที่ 3.6 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 6.7%
หนี้ครัวเรือนที่ลดลงในส่วนบริษัทบัตรเครดิต ลิสซิ่ง และสินเชื่อส่วนบุคคล มีมูลหนี้ลดลงทั้งเทียบช่วงเดียวกันปีก่อนและไตรมาสก่อน 2 หมื่นล้านบาท หดตัว 1.79% และ 1.02 หมื่นล้านบาท หดตัว 0.93% ตามลำดับ เช่นเดียวกับโรงรับจำนำลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 1,734 ล้านบาท หดตัว 3.08%
แม้หนี้ครัวเรือนยังมีการขยายตัว แต่อัตราการเพิ่มถือว่าชะลอตัวจากไตรมาส 2 ที่ขยายตัว 7% อย่างไรก็ตาม ยังพบว่า สัดส่วนการผิดนัดชำระหนี้เกิน 3 เดือนขึ้นไป (เอ็นพีแอล) เทียบกับยอดสินเชื่อคงค้าง เพิ่มขึ้นในกลุ่มสินเชื่อบุคคลภายใต้กำกับและสินเชื่อบัตรเครดิต มาอยู่ที่ 5.2% และ 3.4% หรือเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2/2558 ซึ่งอยู่ที่ 5% และ 3.2% ตามลำดับ
นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ กล่าวว่า แนวโน้มหนี้ครัวเรือนในครึ่งหลัง ของปี 2558 มีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง เป็นผลมาจากมาตรการของรัฐบาลในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา เช่น มาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับหมู่บ้าน มาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล โครงการบูรณาการมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง จะเห็นผลชัดเจนในสิ้นปีนี้
แม้สถานการณ์หนี้ครัวเรือนจะดูดีขึ้นจากหนี้รถยนต์คันแรกที่เริ่มเคลียร์หมดกันไปแล้ว แต่เศรษฐกิจที่ชะลอตัวก็ทำให้รายได้ของครัวเรือนไม่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ไม่ได้หมายความว่าปัญหาจะคลี่คลาย สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) วิเคราะห์ผลกระทบเศรษฐกิจจากการงดทำนาในฤดูแล้ง 2557/2558 ซึ่งกรมชลประทานงดการจ่ายน้ำ ทำให้พื้นที่ทำนาซึ่งมีอยู่ประมาณ 10-12 ล้านไร่ ปลูกข้าวได้เพียง 8 ล้านไร่เท่านั้น ได้ผลผลิตเพียง 5.4 ล้านตัน จากปกติซึ่งจะได้ผลผลิตประมาณ 9-12 ล้านตันข้าวเปลือก หรือการงดทำนาช่วงหน้าแล้งที่ผ่านมาทำให้ผลผลิตข้าวเปลือกหายไป 4.5-6 ล้านตัน ซึ่ง สศก.คาดว่าผลผลิตที่หายไปคิดเป็นมูลค่าประมาณ 3 หมื่นล้านบาทเศษ ไม่รวมเงินหมุนเวียนในระบบการซื้อขายปัจจัยการผลิตที่ทำให้เสียโอกาสเงินหมุนเวียนอีกประมาณ 6 หมื่นล้านบาท
แต่หากประเมินถึงความเสียหายของภัยแล้งที่จะส่งผลกระทบในช่วงหน้าแล้งปีหน้าหรือปี 2559 เลขาธิการ สศก. ประเมินว่าจะส่งผลให้เงินชาวนาหายไปอีกเกือบ 6 หมื่นล้านบาท หากรวมตัวเลขความเสียหายจากภัยแล้งตั้งแต่ปลายปี 2557 ต่อเนื่องไปจนถึงฤดูแล้ง 2559 ความเสียหายน่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.2 แสนล้านบาท ซึ่งจะส่งผล
กระทบต่อเกษตรกรประมาณ 8 แสนราย
ข้อมูลนี้ทำให้เลขาธิการ สศช. แสดงความกังวลต่อกลุ่มครัวเรือนภาคการเกษตร ที่มีความเสี่ยงเรื่องความสามารถในการชำระหนี้สิน เนื่องจากพบว่า กลุ่มนี้มีสัดส่วนหนี้สินต่อรายได้สูงถึง 57.1 เท่า ซึ่งสูงกว่า ค่าเฉลี่ยของประเทศที่มีอยู่เพียง 2 เท่า ดังนั้นที่ผ่านมา
ปัญหาหนี้สินเกษตรกรจะเป็นปัญหาใหญ่ที่จะถ่วงการขยายตัวของเศรษฐกิจในปีหน้า เพราะจะบั่นทอนกำลังซื้อภาคครัวเรือนไปได้มาก โดยภาวะปกติปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้นในระบบ 5 หมื่นล้านบาทจะผลักดันให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ประมาณ 0.1% ในทางกลับกันหากเงินหายจากระบบไป 5 หมื่นล้านบาท ก็จะทำให้จีดีพีหดตัวลงในอัตราเดียวกัน
อีกกลุ่มที่มีสถานการณ์หนี้สินน่าเป็นห่วง คือ กลุ่มครูและบุคลากรด้านการศึกษา ตัวเลขที่ธนาคารออมสินออกมาเปิดเผยยอด คงค้างสุทธิการปล่อยหนี้ครูล่าสุดมีถึงจำนวน 4.7 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้ได้กลายเป็นหนี้เสียไปแล้ว 2,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.4% ของหนี้ที่ปล่อยให้กับครู และยังมีหนี้ที่จะตกชั้นหรือค้างจ่ายเกิน 3 เดือน ในเดือน พ.ย. และ ธ.ค. 2558 อีกกว่า 1 หมื่นล้านบาท ทำให้ ธปท.ได้ขอให้ธนาคารออมสินซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ แก้ไขปัญหาหนี้เสียที่จะเกิดขึ้น
ฉะนั้น หากความเสียหายจากภาคเกษตรที่ได้รับจากสารพัดปัญหา 1.2 แสนล้านบาท อาจจะทำให้จีดีพีหดไปได้ 0.3 ถึง 0.5% ก็มีโอกาสที่เป็นไปได้
จึงไม่น่าแปลกใจที่จะได้ยิน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ กล่าวตลอดเวลาในเรื่องของการหามาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย หากคนกลุ่มนี้ไม่มีเงินใช้จ่าย รวมทั้งคนชั้นกลางที่มีหนี้ครัวเรือน ทั้งผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆ ที่ใช้ในการดำรงชีวิต การจะกระตุ้นเศรษฐกิจก็จะยาก ใส่เงินเท่าไหร่ไปก็หายหมด
ฉะนั้นการที่รัฐบาลประกาศให้ปี 2559 เป็นปีแห่งการลงทุน ก็เพื่อสร้างงานให้ประชาชน ทำให้เงินหมุนเวียนเพิ่มในระบบเศรษฐกิจ แต่ถ้าหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูงโอกาสที่เงินหมุนไม่คล่องในระบบก็ยังมีอยู่ และอาจไม่ดันเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้มากอย่างที่รัฐอยากเห็นก็เป็นไปได้







