
นโยบายภาพยนตร์ ในประเทศต่างๆ
แล้วการประกาศปิดตัวลงของบริษัท จีทีเอช ก็ปลุกให้ผู้คนตั้งคำถามตามมาว่า อนาคตของหนังไทยจะเป็นอย่างไร
แล้วการประกาศปิดตัวลงของบริษัท จีทีเอช ก็ปลุกให้ผู้คนตั้งคำถามตามมาว่า อนาคตของหนังไทยจะเป็นอย่างไร
จีทีเอชไม่มีการนำเข้าหนังนอกมาฉายในไทย ต่างจากบริษัทสร้างหนังรายอื่นๆ ในตลาด จีทีเอชสร้างหนังไทยอย่างเดียว เดิมพันของจีทีเอชจึงอยู่ที่การตอบรับของแฟนหนังไทยล้วนๆ วงการแฟนหนังไทยจึงออกจะตื่นเต้น...กังวลว่าแล้วจากนี้ เราจะมีหนังไทยสายตลาดระดับคุณภาพเหลืออยู่ประดับประเทศปีละสักกี่เรื่อง
ผมจึงขอขุดคุ้ยเอาข้อมูลที่กระทรวงการต่างประเทศไทยได้ขอให้สถานทูต สถานกงสุลไทยทั่วโลก ส่งข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ที่ประเทศต่างๆ เขามีให้แก่อุตสาหกรรมหนังของบ้านเขามาให้ท่านผู้อ่านได้พิจารณาเปรียบเทียบ (เว้นเกาหลีใต้ นิวซีแลนด์ และญี่ปุ่น เพราะเขียนได้อีกแยะ)
ประเทศแอฟริกาใต้ลดภาษี 35% สำหรับค่าใช้จ่ายที่ใช้สร้างหนังท้องถิ่น 6 ล้านแรนด์แรก (1 แรนด์ = 2.8 บาท) และลดภาษีอีก 25% สำหรับค่าใช้จ่ายที่เหลือ แปลว่า บริษัทสร้างหนังของประเทศนี้ได้สิทธิเสียภาษีต่ำกว่ากิจการอื่นแน่ๆ
มาเลเซียคืนเงินสดให้ 30% ของค่าใช้จ่ายในการถ่ายทำหนังใหญ่ที่มีเงินลงทุนเกิน 2.5 ล้านริงกิตมาเลเซีย แต่ถ้าทำหนังต่างประเทศต้องเป็นหนังใหญ่ ขนาด 5 ล้านริงกิตขึ้นไป
ยังครับ...ยังไม่พอ มาเลเซียให้สิทธิแก่บริษัทหนังมาเลย์ที่จะขอเงินจาก FINAS องค์การมหาชน ของมาเลเซียอุดหนุนค่าทำการตลาดของหนังมาเลย์ หากได้เข้าฉายในโรงหนังขนาดใหญ่ได้ และหากหนังมาเลย์เรื่องไหนทำรายได้ทะลุ 2 ล้านริงกิตแล้วก็จะให้มารับภาษีคืนไปอีก 5-10% (แต่ไม่เกิน 5 แสนริงกิต/เรื่อง) นอกจากนี้ FINAS ยังลงทุนซื้ออุปกรณ์และเครื่องใช้ในสตูดิโอที่มีราคาแพงๆ มารวมไว้ เพื่อให้ผู้สร้างหนังมาเลย์สามารถเช่าไปใช้ถ่ายทำหนังมาเลย์ได้ในราคาถูกๆ!
จีนแผ่นดินใหญ่ตั้งงบประมาณ 290 ล้านหยวน/ปี เพื่อใช้อุดหนุนการสร้างหนังจีนคุณภาพ 217 เรื่อง และเตรียมอีก 100 ล้านหยวน เพื่อส่งเสริมการสร้างหนังระดับพิเศษอีกปีละ 5-10 เรื่อง!
ประเทศไอซ์แลนด์คืนค่าใช้จ่าย 20-85% ให้กองถ่ายที่จดทะเบียนเป็นบริษัททำหนังในไอซ์แลนด์ ตามที่กฎหมายไอซ์แลนด์ระบุไว้ โดยให้ไปรับเงินจาก Icelandic Film Fund (บางส่วนเป็นเงินสนับสนุน บางส่วนเป็นเงินสดคืนค่าใช้จ่ายในการสร้างหนังไอซ์แลนด์)
ประเทศเช็ก (รีพับลิก) มีมาตรการ Czech Film Industry Support Programme ให้บริษัทหนังขอรับเงินสดคืนได้ 20% ของค่าใช้จ่ายในการสร้าง (แต่ต้องไม่ใช่ค่าเดินทาง ค่าประชาสัมพันธ์ และค่าการตลาด) ถ้าเป็นรายการทีวี สารคดี รัฐบาลคืนเงินให้ 20% เมื่อแสดงค่าใช้จ่ายในประเทศเช็กว่าได้ใช้จ่ายไปไม่น้อยกว่า 42 ล้านบาท แต่ถ้าไม่ใช่สารคดีต้องเป็นรายการทีวีที่มีความยาวกว่า 70 นาที และใช้จ่ายในเช็กไม่น้อยกว่า 21 ล้านบาท จึงขอได้
อังกฤษมีมาตรการช่วยเหลือหนังอังกฤษเป็นเงินสดอย่างน้อย 10% ของค่าสร้าง แต่ถ้าเป็นการสร้างแอนิเมชั่น อังกฤษจะช่วยถึง 51% ของค่าใช้จ่ายในด้านแอนิเมชั่น ส่วนถ้าหนังอังกฤษเรื่องไหนถูกคัดไปฉายในเทศกาลต่างประเทศ อังกฤษจะสนับสนุนค่าที่พัก เดินทาง และค่าทำซับไตเติ้ลภาษาต่างประเทศให้เลย ถ้าเป็นหนังวิดีโอ สารคดี หรือละครอังกฤษ ความยาวเกิน 30 นาที และค่าผลิตสูงเกิน 1 ล้านปอนด์/ชม. อังกฤษจะช่วยอุดหนุน 25% ของค่าใช้จ่าย! (แต่ต้องไม่ใช่เกมโชว์ รายการข่าว ทีวี หรือโฆษณาทีวีนะครับ)
รัสเซียมีงบสนับสนุนค่าสร้างหนังสูงถึง 70% ของค่าผลิต ถ้าหนังรัสเซียเรื่องนั้นมีคุณค่าทางวัฒนธรรมอย่างสำคัญ ยังไม่นับการให้ใช้โรงถ่ายของรัฐในราคาพิเศษ
ฝรั่งเศสกำหนดให้หนังฝรั่งเศสอาจได้รับคืนภาษีได้ 30% ของค่าใช้จ่าย และมีเพดานอยู่ที่ 20 ล้านยูโร/เรื่อง จากกระทรวงวัฒนธรรมฝรั่งเศส ถ้าบริษัทหนังฝรั่งเศสร่วมผลิตกับบริษัทต่างชาติที่ลงนามในความตกลง UNESCO Convention on Protection & Promotion of the Diversity of Cultural Expression และมีค่าใช้จ่ายกว่า 50% เกิดในฝรั่งเศส หนังเรื่องนั้นอาจได้รับเงินอุดหนุนจากกองทุนของกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศส อีกเรื่องละไม่เกิน 2.5 แสนยูโร/เรื่อง
ออสเตรียให้เงินอุดหนุนหนังออสเตรียสูงสุด 25% แต่ไม่เกิน 1.5 ล้านยูโร/เรื่อง หนังร่วมผลิตกับต่างประเทศ ที่มีทุนฝ่ายออสเตรียร่วมด้วยเกิน 30% ขึ้นไป ก็ขอได้ และเพื่อดึงดูดนักทำหนังจากต่างแดนให้ไปอาศัยอยู่ในออสเตรีย ออสเตรียจะให้เงินอุดหนุนหนังต่างประเทศในอัตราข้างต้นเมื่อผู้สร้าง ผู้กำกับ เป็นผู้มีถิ่นพำนักในออสเตรียเกิน 3 ปี ส่วนในกรณีเป็นรายการทีวียาวเกิน 23 นาที รัฐบาลออสเตรียโดย TV Fund Austria ก็สามารถให้ทุนอุดหนุนระหว่าง 20-30% ได้อีกด้วย
ประเทศกัมพูชา แม้ยังไม่มีกองทุนมาอุดหนุนให้คนกัมพูชาสร้างหนัง แต่กัมพูชาประกาศงดเว้นค่าภาษีนำเข้าเครื่องมืออุปกรณ์การถ่ายทำ และอุปกรณ์ประกอบฉากทั้งหมด และมุ่งลดกฎระเบียบที่เกี่ยวกับการขออนุญาตถ่ายทำ เพื่อให้ไม่ยุ่งยากเท่าที่จะทำได้
อ่านถึงบรรทัดนี้...คุณผู้อ่านคิดว่า...เมืองไทยควรทำอะไรกับหนังไทยดีครับ...?







