
โลกรับมือค่าเงินผันผวน เฟด-น้ำมัน ปัจจัยป่วน
ประเด็นเรื่องสงครามค่าเงินเริ่มจะลดความสำคัญลงเรื่อยๆ หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามคาดหมาย 0.25-0.5% เพราะการขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐจะเป็นผลให้ทิศทางค่าเงินทั่วโลกในปี 2016 มีแนวโน้มอ่อนค่าลงสวนทางกับเงินเหรียญสหรัฐอย่างไม่ต้องสงสัย
ประเด็นเรื่องสงครามค่าเงินเริ่มจะลดความสำคัญลงเรื่อยๆ หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามคาดหมาย 0.25-0.5% เพราะการขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐจะเป็นผลให้ทิศทางค่าเงินทั่วโลกในปี 2016 มีแนวโน้มอ่อนค่าลงสวนทางกับเงินเหรียญสหรัฐอย่างไม่ต้องสงสัย
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าทิศทางอัตราแลกเปลี่ยนของโลกหลังจากนี้จะเป็นไปตามหลักการของความน่าจะเป็น คือ เงินเหรียญสหรัฐทยอยแข็งค่า สวนทางกับค่าเงินโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ที่จะทยอยอ่อนค่าลงตามเช่นกันเสมอไป
เพราะเศรษฐกิจโลกในวันนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นตัวแปรสำคัญนอกเหนือไปจากเฟดด้วย เช่น ราคาน้ำมันที่กดดันหลายประเทศทั้งในและนอกกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ (โอเปก) ภาวะการค้าการลงทุนโลกที่ยังคงซบเซา และจีนที่กำลังดำเนินมาตรการต่างๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อรับงานหินในปีหน้า
เราจึงเริ่มเห็นสัญญาณค่าเงินในบางประเทศผู้ส่งออกที่ปล่อยให้อ่อนค่าลงเพื่อเป็นปัจจัยช่วยพยุงเศรษฐกิจ หรือค่าเงินในหลายประเทศที่อ่อนลงเกินกว่าการควบคุมเพราะแรงฉุดของราคาน้ำมัน จนต้องมีการอัดทุนสำรองช่วยพยุงค่าเงิน
เมื่อวานนี้ค่าเงินด่องของเวียดนามอ่อนค่าลงจนร่วงลงมาแตะระดับต่ำสุดของกรอบการเคลื่อนไหวค่าเงินเป็นครั้งแรก โดยลดลงอีก 0.07% มาอยู่ที่ 22,547 ด่อง/เหรียญสหรัฐ หรือเป็นระดับต่ำสุดของเพดานการเคลื่อนไหวขึ้น-ลง 3% บนค่ากลางอ้างอิงเงินด่องที่ 21,890 ด่อง/เหรียญสหรัฐ ซึ่งตลอดทั้งปีนี้เงินหยวนอ่อนค่ารวมแล้ว 5.9% เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ
ทิศทางอ่อนค่าลงแตะพื้นครั้งนี้ มีขึ้นตามมาเพียง 1 สัปดาห์ หลังจากที่ธนาคารกลางเวียดนามประกาศขยายกรอบการเคลื่อนไหวเงินด่องเป็น 3% ซึ่งเป็นการผ่อนคลายมาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2015 โดยแบงก์ชาติเวียดนามเพิ่งลดค่าเงินด่องลง 1% พร้อมขยายกรอบเคลื่อนไหวค่าเงินเป็น 2% เมื่อเดือน ส.ค.ที่เพิ่งผ่านมา ซึ่งเป็นการลดค่าเงินครั้งที่ 3 ของปีนี้
การปล่อยให้เงินด่องร่วงลงต่ำสุดยังนับเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า มีความเป็นไปได้ที่เวียดนามจะเดินหน้าผ่อนคลายทางการเงินอีกครั้ง พร้อมเพิ่มความเข้มงวดเพื่อป้องกันการกักตุนเงินเหรียญสหรัฐ ในภาวะปัจจุบันที่ค่าเงินของใครๆ ก็อ่อนค่ากันหมด และการส่งออกของเวียดนามในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ก็ยังลดลงต่อเนื่องอยู่ 2.9%
จากตัวเลขการเคลื่อนไหวค่าเงินในปี 2015 ของรอยเตอร์ส ระบุว่าในปีนี้ ค่าเงินริงกิต มาเลเซีย อ่อนค่าลงแล้ว 18.79% รูเปียห์ อินโดนีเซีย 9.4% เงินบาท 8.76% เงินวอน เกาหลีใต้ 6.2% เหรียญสิงคโปร์ 5.65% เปโซ ฟิลิปปินส์ 5.35% รูปี อินเดีย 4.81% หยวน จีน 4.21% เหรียญไต้หวัน 3.33% และเยน ญี่ปุ่น 1.05%
ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันโลกที่ตกต่ำลงมากและยาวนานกว่าที่คาด ก็ยังเป็นอีกตัวแปรสำคัญที่ทำให้ค่าเงินโลกมีความผันผวนขึ้นมาก และซับซ้อนมากกว่าในช่วงไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ ที่จากเดิมมีเพียงประเทศผู่ส่งออกสินค้าทั่วไปที่ไม่ใช่น้ำมัน พากันทำสงครามค่าเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
อาเซอร์ไบจาน นับเป็นตัวอย่างรายล่าสุดที่ต้องประกาศลอยตัวค่าเงินมานัต เมื่อวันที่ 21 ธ.ค.ที่เพิ่งผ่านมา เพื่อรับมือกับราคาน้ำมันที่โลกที่ปรับตัวลงไปมากกว่า 40% จากช่วงกลางปี 2014 ส่งผลให้ค่าเงินมานัตดิ่งกราวรูดลง 47.6% จากราคาปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ 18 ธ.ค. ลงมาอยู่ที่ 1.55 มานัต/เหรียญสหรัฐ
ก่อนหน้านี้ในเดือน ส.ค. คาซัคสถานซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเทศในกลุ่มอดีตสหภาพโซเวียต ที่เน้นการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนถึง 95% ของสินค้าส่งออกทั้งหมด ก็ต้องใช้วิธีลดค่าเงินเตงเก โดยประกาศยกเลิกการตรึงเงินเตงเกกับเงินเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้ค่าเงินเตงเกร่วงลงทันที 23%
ขณะที่ อาร์เจนตินา ซึ่งเป็นหนึ่งในชาติกลุ่มโอเปก ก็ประกาศยกเลิกการควบคุมเงินเปโซพร้อมลอยตัวค่าเงิน ส่งผลให้เงินเปโซอ่อนค่าลงทันทีถึงราว 30% หลังไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมากหลังจากราคาน้ำมันดิ่งลงต่อเนื่องจนไปแตะระดับต่ำสุดในรอบ 11 ปีมาแล้ว
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์จำนวนมากก็เริ่มปรับท่าทีจากเดิมที่เคยเชื่อว่าเงินเหรียญสหรัฐจะแข็งค่ายาวต่อเนื่องในปีหน้า โดยดูจากการขึ้นดอกเบี้ยในอดีตที่ผ่านมาของสหรัฐ ซึ่งทำให้เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นในช่วงสั้น จากนั้นก็ค่อยผ่อนแรงลง ขณะที่ปัจจัยของเศรษฐกิจสหรัฐในปัจจุบันเอง ก็ไม่สามารถรองรับค่าเงินที่แข็งค่าขึ้นได้มากนักเช่นกัน
เพราะต้องไม่ลืมว่า นอกจากสหรัฐจะพึ่งพาการค้าและการส่งออกมากขึ้นแล้ว ในอีกด้านหนึ่งก็ยังต้องคอยห่วงภาคน้ำมัน และตลาดตราสารอนุพันธ์ที่ลงทุนในหุ้นกู้พลังงาน ที่อาจเผชิญการผิดนัดชำระหนี้ตามมาจนสร้างความระส่ำขึ้นได้ หากบริษัทน้ำมันต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นมากเกินไป
ซิตี้กรุ๊ปคาดการณ์เงินเหรียญสหรัฐในปีหน้าว่าจะแข็งค่าขึ้นเพียง 5% เท่านั้น ขณะที่ซีเอ็นบีซีอ้างนักกลยุทธ์อัตราแลกเปลี่ยนจากธนาคารเนชั่นแนล ออสเตรเลียน แบงก์ ว่า ทางแบงก์ปรับทิศทางเรื่องเงินเหรียญสหรัฐลง ขณะที่การเก็งกำไรในตลาดว่าเงินเหรียญสหรัฐจะแข็งค่ายาวเมื่อเทียบกับ 10 สกุลเงินสำคัญนั้น ก็ลดลงจาก 4 แสนสัญญา ลงมาอยู่ที่ราว 2.5 แสนสัญญาแล้ว
ขณะเดียวกัน จีนยังนับเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ประเทศตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะประเทศคู่ค้าในเอเชียต้องจับตาเช่นกัน เพราะธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) มีการเคลื่อนไหวด้านตลาดเงิน-ตลาดทุนอย่างต่อเนื่องในรอบหลายสัปดาห์มานี้ เช่น การปรับลดค่ากลางเงินหยวนลงถึง 2 ครั้ง มาอยู่ต่ำสุดในรอบ 4 ปีครึ่ง และทำให้เงินหยวนอ่อนค่าลงต่อเนื่อง 10 วันทำการติดต่อกันมาแล้ว
บรรดานักวิเคราะห์ต่างเชื่อว่าจีนจะปล่อยให้เงินหยวนอ่อนค่าลงอีกอย่างต่อเนื่องในปี 2016 เพียงแต่จะไม่ใช่อ่อนค่าลงทิศทางเดียวเหมือนการทำสงครามค่าเงินเพื่อกระตุ้นภาคการส่งออกในช่วงที่ผ่านมา
จีนจำเป็นต้องให้เงินหยวนเคลื่อนไหวทั้งสองทิศทาง เพราะยังมีตัวแปรอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น การเข้าร่วมตะกร้าทุนสำรองของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่ต้องคำนึงความน่าเชื่อถือของเงินหยวนในระยะยาวด้วย และจีนเองก็ยังต้องพยายามรักษาเสถียรภาพค่าเงินของตัวเอง ในภาวะที่จะเกิดเงินทุนไหลออกอย่างต่อเนื่องทั้งในปีนี้และปีหน้า จึงคาดว่าจะได้เห็นความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนของจีน ที่จะส่งผลต่อไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคด้วย







