
รัฐบาลแห่งชาติ ดิสเครดิตคสช.
รัฐบาลแห่งชาติ กลายเป็นข้อเสนอที่ถูกจุดประเด็นขึ้นมาอีกรอบในช่วงที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังสะบักสะบอมจากมรสุมรุมเร้า
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
รัฐบาลแห่งชาติ กลายเป็นข้อเสนอที่ถูกจุดประเด็นขึ้นมาอีกรอบในช่วงที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังสะบักสะบอมจากมรสุมรุมเร้า
แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่เมื่อข้อเสนอทำนองนี้ ด้วยเหตุผลหลักเกี่ยวกับความปรองดองสมานฉันท์ ถูกโยนออกมาฟังกระแสตอบรับจากสังคม
แต่ความแตกต่างของรอบนี้อยู่ตรงปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข อดีต รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แกนนำพรรคเพื่อไทย เป็นคนออกมาเปิดประเด็นเสนอด้วยตัวเอง ด้วยแนวคิดให้ทุกฝ่ายและทุกพรรคการเมืองมาร่วมกันแก้ไขปัญหาของประเทศ
“ขณะนี้รัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติกำลังแก้ไขปัญหา อยู่มาเกือบ 2 ปี ในประเทศยังมีปัญหามากมาย คสช.และรัฐบาลจะแก้ปัญหาเหล่านี้ และสร้างความปรองดองสมานฉันท์ได้อย่างไร เป็นเรื่องยากที่จะแก้ปัญหา เพราะการเมืองทุกฝ่ายล้วนแก่งแย่งกันทั้งนั้น หากต้องการให้ประเทศเดินตามโรดแมป ขอเสนอให้ คสช.ตั้งรัฐบาลแห่งชาติขึ้น”
จากข้อเสนอรูปแบบรัฐบาลแห่งชาติตามข้อเสนอนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะยังเป็นนายกฯ แต่ให้ คสช.ตรวจสอบประวัติของนักการเมืองแต่ละคนที่ดีและเก่ง เป็นที่ยอมรับของประชาชนมาเป็นรัฐมนตรี เพื่อบริหารประเทศและแก้ปัญหาของบ้านเมือง แนะดึงทุกฝ่ายร่วม ครม.ดรีมทีม มีนักการเมืองที่ดีมาแสดงฝีมือแก้ปัญหาของประเทศร่วมกัน ไม่ใช่เป็นนักการเมืองที่ชอบแต่วิจารณ์คนอื่น แต่ทำอะไรไม่เป็น
ก่อนการันตีด้วยประสบการณ์การเมือง 30 ปี ว่าทางออกเดียวขณะนี้คือ “รัฐบาลแห่งชาติ” ไม่เช่นนั้นประเทศจะเดินกลับมาสู่วงจรเดิมหนีไม่พ้นปฏิวัติ
การโยนหินถามทางรอบนี้ถูกตีความไปหลายด้าน เริ่มตั้งแต่เป็นความต้องการกลับเข้าสู่เส้นทางอำนาจของขั้วอำนาจเก่า ซึ่งประเมินแล้วว่า โรดแมปเลือกตั้งปี 2560 อาจจะนานเกินไป
ยิ่งสัญญาณหลายอย่างที่ปรากฏเวลานี้ ชวนให้ฝั่งการเมืองประเมินว่าเป็นไปได้สูงที่อาจไม่มีการเลือกตั้งตามโรดแมปที่กำหนด ดังนั้นการอยู่ห่างไกล “อำนาจ” นานเกินไปย่อมจะกระทบทั้งฐานเสียงในพื้นที่ และอนาคตทางการเมืองในอนาคต
อีกมุมหนึ่งมองว่าเป็นความตั้งใจดีที่จะใช้ช่องทางนี้สลายความขัดแย้งในอดีต และเดินหน้าสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้น
ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว เส้นทางนี้ยากที่จะนำพาสถานการณ์ไปสู่ความปรองดองได้ ตรงกันข้ามมีแต่จะสร้างปัญหาที่ซับซ้อนและหนักหนากว่าเดิม
เมื่อนายกรัฐมนตรีเองก็มาจากรัฐประหาร การจะดึงอดีตนักการเมืองที่เคยยึดอำนาจมาร่วม ครม. หรือพรรคฝ่ายค้านในอดีตที่เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งในอดีตมาร่วมงาน จึงยากที่การบริหารงานจะเดินไปอย่างราบรื่นได้
สุดท้ายแล้ว การจุดประเด็นรัฐบาลแห่งชาติรอบนี้จึงไม่ต่างจากปฏิบัติการดิสเครดิต ถล่มความเชื่อมั่น คสช.ที่ย่ำแย่อยู่แล้วให้หนักกว่าเดิม
ประการแรก การต้องมีรัฐบาลแห่งชาติเท่ากับเป็นการตอกย้ำว่า รัฐบาล คสช.ไร้ซึ่งความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดิน จนต้องกลับมาพึ่งพาบริการของอดีตนักการเมืองให้ช่วยกู้สถานการณ์
รวมทั้งเป็นการยอมรับว่าผลงานตลอดปีกว่าที่ผ่านมานั้นไม่เข้าตาและเป็นที่พอใจของประชาชน ในจังหวะเดียวกับที่รัฐบาลจัดแถลงผลงาน 1 ปี ขัดแย้งกับผลสำรวจความคิดเห็นว่าประชาชน 99.5% ที่ออกมาว่าพออกพอใจผลงานรัฐบาล
ร้ายกว่านั้นอาจเป็นการยอมรับกลายๆ ว่า การรัฐประหารที่ผ่านมานั้นเป็นความผิดพลาด สุดท้ายก็ไม่อาจนำพาสังคมกลับมาสู่ความปกติสุขได้เหมือนอย่างที่ประกาศไว้ตั้งแต่แรก
อีกทั้งหาก คสช.กระโดดรับลูกจัดเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ย่อมกลายเป็นการฉีกโรดแมปที่จะทำให้การเลือกตั้งเลื่อนออกไป และทำให้รัฐบาล คสช.ยื้ออยู่ในอำนาจนานขึ้น
การจุดประเด็นรัฐบาลแห่งชาติในช่วงนี้ จึงคล้ายจะเป็นปฏิบัติการดิสเครดิตรัฐบาล คสช.ในทางอ้อม
ดังจะเห็นจากการที่ คสช. ตลอดจนแม่น้ำสายต่างๆ จะตบเท้าออกมารีบปฏิเสธกระแสข่าวนี้ก่อนที่ทุกอย่างจะบานปลาย เริ่มตั้งแต่ พล.อ.ประวิตรวงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เมื่อต่างรู้ดีว่าข้อเสนอนี้มีแต่จะทำให้ทุกอย่างย่ำแย่ลงไป
ย้อนไปก่อนหน้านี้ ข้อเสนอเรื่องรัฐบาลแห่งชาติเป็นขั้นตอนหลังการเลือกตั้ง ที่จะดึงพรรคการเมืองต่างๆ มาจับมือร่วมกันเป็นรัฐบาลเพื่อความปรองดอง แต่สุดท้ายก็เข็นไม่ขึ้น ทั้งเพื่อไทยและประชาธิปัตย์พร้อมใจกันออกมาชิงปฏิเสธตั้งแต่ทุกอย่างยังเป็นวุ้น เพราะทั้งแนวนโยบายและจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างของทั้งสองพรรคคงยากที่จะเดินไปด้วยกันอย่างราบรื่นได้
การจุดประเด็นรัฐบาลแห่งชาติรอบนี้ จึงไม่ได้หวังว่าจะเห็นผลทางปฏิบัติ แต่มีเป้าหมายเพื่อดิสเครดิต คสช.มากกว่า







