posttoday
เศรษฐกิจโลกแย่ ควบรวมกิจการพุ่ง

เศรษฐกิจโลกแย่ ควบรวมกิจการพุ่ง

23 ธันวาคม 2558

แม้ว่าปี 2015 จะเป็นปีที่ภาคเอกชนทั่วโลกยังต้องเผชิญศึกหนักจากการค้าและการลงทุนที่ซบเซา และยังมีแนวโน้มการแข่งขันในอนาคตที่รุนแรงขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ภาวะที่ยากลำบากก็เป็นแรงขับเคลื่อนชั้นดีให้ปรับตัว ซึ่งส่งผลให้มีการควบรวมและซื้อกิจการ (เอ็มแอนด์เอ) ทั่วโลกสูงสุดทุบสถิติเป็นประวัติการณ์

แม้ว่าปี 2015 จะเป็นปีที่ภาคเอกชนทั่วโลกยังต้องเผชิญศึกหนักจากการค้าและการลงทุนที่ซบเซา และยังมีแนวโน้มการแข่งขันในอนาคตที่รุนแรงขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ภาวะที่ยากลำบากก็เป็นแรงขับเคลื่อนชั้นดีให้ปรับตัว ซึ่งส่งผลให้มีการควบรวมและซื้อกิจการ (เอ็มแอนด์เอ) ทั่วโลกสูงสุดทุบสถิติเป็นประวัติการณ์

บรรดาภาคเอกชนพยายามมองหาการขยายกิจการและผลกำไรกลับสู่ผู้ถือหุ้น ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ย่ำแย่ส่งผลให้ในปี 2015 เอกชนทั่วโลกต่างควบรวมกิจการทำลายสถิติของเดิมในปี 2007 โดยอยู่ที่ 4,600 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 166 ล้านล้านบาท) มากกว่าช่วงปี 2007 ที่ 4,300 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 155 ล้านล้านบาท)

ภาคส่วนที่มีการควบรวมกิจการทำลายสถิติของเดิม ได้แก่ สุขภาพ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม สินค้าและบริการสำหรับผู้บริโภค และภาคการค้าปลีก เช่น ไฟเซอร์ บริษัทผู้ผลิตยารายใหญ่ของสหรัฐซื้ออัลเลอร์แกน บริษัทผู้ผลิตยาจากไอร์แลนด์ เมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ด้วยมูลค่าราว 1.6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.7 ล้านล้านบาท) ทำสถิติการควบรวมกิจการที่มีมูลค่าสูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก

สำหรับตัวอย่างดีลข้างต้น มีการตั้งข้อสงสัยว่าเป็นไปเพื่อการลดภาษีสำหรับไฟเซอร์ โดยการควบรวมกิจการดังกล่าวสามารถทำให้ไฟเซอร์ลดภาษีจาก 25% เหลือราว 17-18% ได้

อย่างไรก็ตาม ยังมีบริษัทที่มีผลกำไรย่ำแย่ จึงต้องหันไปควบรวมบริษัท โดยเฉพาะบริษัทที่ขึ้นตรงกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ในภาคเคมีภัณฑ์ของสหรัฐ เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.ที่ผ่านมา บริษัท ดาว เคมิคอล ตกลงควบรวมทุกภาคส่วนกับบริษัท ดูปองท์ ด้วยมูลค่า 1.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.6 ล้านล้านบาท) ซึ่งสูงที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์สหรัฐ รวมถึงยังกลายเป็นบริษัทเคมีภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ราคาสินค้าเกษตรย่ำแย่จากค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้น ท่ามกลางเศรษฐกิจสหรัฐที่ฟื้นตัวและการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เมื่อเทียบกับค่าเงินของตลาดเกิดใหม่ที่เศรษฐกิจชะลอตัวลงและหมดความน่าลงทุน ส่งผลให้ “ความน่าซื้อ” ของสินค้าเกษตรสหรัฐย่ำแย่ลงไปด้วย

จากข้อมูลของรอยเตอร์ส พบว่า นับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2014-1 ธ.ค. 2015 ราคาข้าวโพดในรูปค่าเงินเหรียญสหรัฐถูกลงถึง 13% ในขณะที่หากขายให้กับประเทศ ซึ่งค่าเงินอ่อนค่าอย่างบราซิลแล้ว จะแพงขึ้นถึง 42% และยิ่งแพงขึ้นไปอีกถึง 154% เมื่อขายให้กับยูเครนบรรดาตลาดเกิดใหม่จึงไม่อยากซื้อสินค้าราคาแพงเหล่านั้น

จึงไม่แปลกที่ในช่วงปี 2015 ที่ผ่านมา จะมีข่าวการควบรวมกิจการเกิดขึ้นไปทั่วแวดวงอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ของสหรัฐซึ่งต้องพึ่งเกษตรกร ที่ต้องพึ่งพาราคาสินค้าเกษตรอีกทีหนึ่ง และจากราคาสินค้าเกษตรในรูปแบบสกุลเหรียญสหรัฐที่ย่ำแย่ ทำให้เกษตรกรต่างปรับลดรายจ่ายและกลายเป็นปัจจัยลบต่อรายได้บริษัทเคมีภัณฑ์ในทันที

นอกจากนี้ ดาวและดูปองท์ยังต้องเผชิญกับการแข่งขันสูงภายในอุตสาหกรรมกับคู่แข่งอย่างซินเจนตา มอนซานโต และเบเยอร์อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ มอนซานโต บริษัทเมล็ดพันธุ์พืชขนาดใหญ่ของโลกมีแผนการจะควบรวมกิจการซินเจนตา บริษัทผลิตภัณฑ์เคมีเกษตรของสหรัฐ แต่ถอนแผนการควบรวมกิจการดังกล่าวไป แม้ ฮิวจ์ แกรนท์ ซีอีโอของมอนซานโตยังคงสนใจที่จะซื้อซินเจนตาอยู่

ในขณะเดียวกัน แกรนท์ยังแอบแง้มอีกด้วยว่า ปัจจุบันการพูดคุยที่จะควบรวมกิจการเกิดขึ้นไปทั่วอุตสาหกรรมเลยทีเดียว

ด้านบริษัทน้ำมันอย่างรอยัล ดัตช์ เชลล์ ที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันถูกโดยตรง จนไตรมาส 3 ขาดทุนไป 7,400 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.67 แสนล้านบาท) ยังเจรจาที่จะควบรวมกิจการกับบีจี กรุ๊ป บริษัทก๊าซจากแดนผู้ดี โดยแม้ราคาน้ำมันถูกจะเกิดจากการผลิตน้ำมันจนล้นตลาด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า แรงซื้อน้ำมันทั่วโลกต่างชะลอตัวลงไปจากสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่เช่นกัน

การควบรวมกิจการไม่ได้เกิดขึ้นที่ฝั่งตะวันตกเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดขึ้นที่เอเชีย โดยการควบรวมกิจการของฝั่งเอเชีย-แปซิฟิกคิดเป็นมูลค่ารวมทั้งหมด 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 43 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากปี 2014 ถึง 46%

การควบรวมของฝั่งเอเชียนำโดยการควบรวมของบริษัทจากจีนที่ 1.02 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.6 ล้านล้านบาท) ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งหมายรวมถึงการควบรวมของ 3 บริษัทโทรคมนาคมใหญ่ของจีนที่คิดเป็นมูลค่า 3.37 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.2 ล้านล้านบาท)

เศรษฐกิจจีนเป็นประเด็นการชะลอตัวลงมาตลอดปี 2015 นี้ โดยไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ขยายตัวเพียง 6.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่ไตรมาสแรกและ 2 ขยายตัว 7% ซึ่งหมายความว่าในไตรมาส 4 นี้ จีนต้องขยายตัวมากกว่า 7% เพื่อให้ถึงเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจปีนี้ที่ทางการจีนต้องการที่ 7% ซึ่งเป็นการขยายตัวที่ต่ำที่สุดในรอบ 25 ปี

ในขณะเดียวกัน ปี 2016 นี้ เศรษฐกิจจีนก็ยังคงไม่มีแนวโน้มที่จะกลับไปโตแรงเช่นแต่ก่อนอีกแล้ว โดยเจ้าหน้าที่อาวุโสจีนเปิดเผยผ่านหนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.ที่ผ่านมาว่า รูปแบบการกระตุ้นขยายตัวเศรษฐกิจในรูปแบบเก่า ซึ่งคือการเน้นการลงทุนจากภาครัฐนั้นถึงขีดจำกัดแล้ว

ดังนั้น ที่ผ่านมาทางการจีนพยายามที่จะผลักดันแรงซื้อภายในประเทศและภาคการบริการ ขึ้นมาแทนการลงทุนและการผลิตส่วนเกิน เพื่อเป็นช่องทางการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอนาคต อย่างไรก็ตามช่องทางดังกล่าวก็ไม่ช่วยให้จีนกลับไปโตแรงเช่นแต่ก่อน โดยประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน ให้สัญญาณมาก่อนหน้านี้แล้วว่า ปี 2016 เศรษฐกิจจีนอาจขยายตัวได้ไม่แรงนักเนื่องจากการปฏิรูปทางโครงสร้าง แต่ก็จะไม่ต่ำกว่า 6.5% แน่นอน

และหากเศรษฐกิจจีนยังคงชะลอตัวลง ประเทศตลาดเกิดใหม่ที่พึ่งพาการส่งออกไปยังจีนย่อมได้รับผลกระทบตามไปด้วย ประกอบกับความไม่แน่นอนปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งจะกระทบต่อผลดำเนินการของภาคเอกชน ดังนั้นแนวโน้มที่เศรษฐกิจโลกจะยังไม่ฟื้นในปี 2016 จะทำให้เราได้เห็นการควบรวมกิจการเกิดขึ้นอีกในปีหน้า

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท