
เดินหน้าภาษีที่ดิน
กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง เมื่อกระทรวงการคลังต้องนำเสนอแผนปฏิรูปภาษีเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีให้ได้ภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งในแผนปฏิรูปภาษีนี้จะมีการนำเสนอร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เข้าไปด้วยซึ่งกฎหมายฉบับนี้จะเป็นกฎหมายที่สร้างปัญหาให้กับรัฐบาล
กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง เมื่อกระทรวงการคลังต้องนำเสนอแผนปฏิรูปภาษีเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีให้ได้ภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งในแผนปฏิรูปภาษีนี้จะมีการนำเสนอร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เข้าไปด้วยซึ่งกฎหมายฉบับนี้จะเป็นกฎหมายที่สร้างปัญหาให้กับรัฐบาล
โดยหลักการของกฎหมายคือ คนที่มีทรัพย์สินมากก็จะต้องเสียภาษีมากกว่าคนที่มีทรัพย์สินน้อยกว่า ที่ดินรกร้างว่างเปล่าที่ไม่ใช้ประโยชน์จะต้องเสียภาษีมากกว่าที่ดินที่นำไปใช้ประโยชน์ ก่อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลพิจารณาแล้วว่าเป็นภาษีที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้ในระดับหนึ่ง และจะช่วยให้การกระจายอำนาจจากรัฐบาลส่วนกลางลงสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสมบูรณ์ขึ้น
สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ ก็เพื่อเก็บภาษีที่ดินแทนภาษีโรงเรือน แบ่งเป็น 4 ประเภท คือ ที่ดินเพื่อทำการเกษตรกรรม ที่ดินเพื่ออยู่อาศัย ที่ดินเพื่อการพาณิชย์หรืออุตสาหกรรม และที่ดินรกร้างว่างเปล่า โดยเก็บเป็นขั้นบันได ไล่จากต่ำไปหาสูง
ตัวอย่างอัตราภาษีที่กระทรวงการคลังกำหนดขึ้นเพื่อให้ รมว.คลัง พิจารณา โดยที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมูลค่าไม่เกิน 2 ล้านบาทแรก เก็บภาษี 0.01% หรือคิดเป็นเงินภาษีที่ต้องจ่าย 200 บาท/ปี
ภาษีที่ดินเพื่ออยู่อาศัยมูลค่าไม่เกิน 2 ล้านบาท เก็บภาษี 0.03% หรือคิดเป็นภาษีที่จ่าย 600 บาท/ปี ไล่ไปจนถึงบ้านที่ราคา 100 ล้านบาทขึ้นไป เก็บภาษี 0.2% หรือคิดเป็นเงินภาษีที่ต้องจ่าย 6.39 หมื่นบาท/ปี
สำหรับภาษีที่ดินเพื่อการพาณิชย์หรืออุตสาหกรรมมูลค่าไม่เกิน 2 ล้านบาท เก็บภาษี 0.1% หรือคิดเป็นภาษีที่ต้องจ่าย 2,000 บาท/ปี ไปจนถึงมูลค่า 1,000 ล้านบาทขึ้นไป เสียภาษี 0.6% หรือคิดเป็นภาษีที่ต้องจ่าย 4.35 ล้านบาท/ปี ส่วนที่ดินรกร้างว่างเปล่าจะเสียภาษีในอัตราก้าวหน้า
อย่างไรก็ดี ภาษีที่เป็นประเด็นเกิดการถกเถียงกันมาก คือ ภาษีที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย ประชาชนไม่เข้าใจว่าเหตุใดจะต้องเสียภาษี ทั้งที่ซื้อบ้านอยู่อาศัยมาด้วยความยากลำบาก บางคนเช่าบ้าน เช่าห้องอยู่ จนสามารถเก็บเงินใช้เงินออมทั้งชีวิตเพื่อซื้อบ้านเป็นของตัวเอง ไม่ต้องเช่าเขาอยู่ ไม่ต้องเสียค่าเช่า แต่ต้องมาเสียภาษีให้รัฐอีก จึงเข้าใจเรื่องนี้ได้ยากว่าทำไมต้องจ่าย
นอกจากนี้ เกษตรกรที่มีที่ดินทำกินไม่กี่ไร่ รายได้ก็ขึ้นๆ ลงๆ ตามฤดูกาล หากจะมีภาระภาษีต้องเสียอีก ก็คงจะเป็นการซ้ำเติมให้มีรายได้น้อยลงไปอีก
นอกจากนี้ ยังมีความหวาดระแวงในการบริหารงานของท้องถิ่น ที่ยังมีปัญหาในเรื่องความโปร่งใสในด้านผลประโยชน์ เพราะภาษีที่ดินนี้จะไม่ได้นำมาใช้ในส่วนกลาง แต่ท้องถิ่นจะเก็บเพื่อนำรายได้ไปพัฒนาพื้นที่ หากท้องถิ่นบริหารไม่ดี ภาษีก็จะรั่วไหลไปโดยไม่เกิดประโยชน์ตามเจตนารมณ์
รัฐบาลต้องไม่ถอยแม้จะเกิดกระแสต่อต้าน ต้องใช้ความกล้าเดินหน้ากฎหมายนี้หากเห็นว่ามีประโยชน์







