posttoday
ลดพึ่งส่งออก อีกนานถึงเห็นผล

ลดพึ่งส่งออก อีกนานถึงเห็นผล

23 ธันวาคม 2558

การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษ 0.25% เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.ที่ผ่านมา สะท้อนภาพว่าเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวอย่างชัดเจน ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีของเศรษฐกิจโลก แม้เศรษฐกิจของสหภาพยุโรป (อียู) ญี่ปุ่น ยังไม่ฟื้น และเศรษฐกิจจีนยังลุ่มๆ ดอนๆ

การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษ 0.25% เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.ที่ผ่านมา สะท้อนภาพว่าเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวอย่างชัดเจน ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีของเศรษฐกิจโลก แม้เศรษฐกิจของสหภาพยุโรป (อียู) ญี่ปุ่น ยังไม่ฟื้น และเศรษฐกิจจีนยังลุ่มๆ ดอนๆ

นี่นับว่าเป็นข่าวดีเพียงเสี้ยวหนึ่งของภาคการค้าต่างประเทศ ที่จะทำให้ประเทศผู้ส่งออกทั้งหมด แห่กันจ้องมองที่จะขยายตลาดไปยังสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเพียงตลาดเดียวที่ดูแล้วน่าจะมีกำลังซื้อมากที่สุด

แม้ขณะนี้หลายประเทศได้หันมาผลักดันให้เศรษฐกิจภายในเข้มแข็งและเติบโตด้วยตัวเอง อย่างจีนที่พยายามลดการนำเข้าและพึ่งพาสินค้าที่ผลิตได้ในประเทศญี่ปุ่น และสหภาพยุโรปที่พยายามค้าขายกันเองให้มากขึ้นก็เช่นกัน ดังนั้นประเทศที่มีสัดส่วนการขยายตัวของเศรษฐกิจมาจากการส่งออกเป็นหลัก ก็จะยังคงประสบกับปัญหาเศรษฐกิจขยายตัวเปราะบางต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง

สำหรับไทย รัฐบาลเห็นว่าเศรษฐกิจพึ่งพาการส่งออกมากถึง 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เริ่มจะเป็นความเสี่ยงมากขึ้น เพราะเศรษฐกิจจะขึ้นลงตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอลงมาก หากไม่มีการปรับสัดส่วนการพึ่งพาภาคต่างประเทศลง เศรษฐกิจไทยจะมีความเสี่ยงในระยะยาว

การปรับสัดส่วนการส่งออกจะเป็นหนึ่งในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่หรือไม่ และมีความเป็นไปได้อย่างไรหากจะลดสัดส่วนการส่งออก หันไปให้น้ำหนักด้านอื่นมากขึ้น เช่น การเพิ่มน้ำหนักให้กับการลงทุน หรือการบริโภคในประเทศแทน

แต่ความหวังจะใช้การปรับสัดส่วนโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อสร้างสมดุลและหาเครื่องยนต์ใหม่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น เป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ง่ายๆ

การจะหวังให้การบริโภคในประเทศมีสัดส่วนสูงเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ก็จะต้องดูตัวเลขหนี้ครัวเรือนของไทยร่วมไปด้วย เพราะหนี้ครัวเรือนไทยอยู่ในระดับ 80% ของจีดีพี แต่หากรวมหนี้นอกระบบเข้าไปด้วย หนี้ครัวเรือนอาจสูงเกิน 100% ของจีดีพี

นอกจากนี้ สินค้าเกษตรที่ไทยผลิตออกมา ก็ส่งออกมากกว่าบริโภคในประเทศในหลายชนิดสินค้า ทั้งข้าว ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ที่ถือเป็นพืชเศรษฐกิจหลัก ราคาก็เป็นไปตามการขึ้นลงในตลาดโลก รายได้ภาคเกษตรจึงลดลง เมื่อเกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ไม่มีเงินจับจ่ายใช้สอย เศรษฐกิจก็ถดถอย

สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า การสร้างความเข้มแข็งจากภายใน คือ กลยุทธ์ที่ต้องเร่งรีบให้มีการลงทุน จ้างงาน และการค้าขายภายในชุมชน เหตุนี้รัฐบาลจึงมีมาตรการช่วยเหลือคนในระดับรากหญ้าให้มีรายได้เพิ่มขึ้น อย่างเงินกองทุนหมู่บ้านที่กระจายลงไปยังหมู่บ้านต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้คนในชุมชนกู้ไปทำประโยชน์ เช่น
ทำอาชีพเสริม ก่อให้เกิดการลงทุน การจ้างงาน การค้าขายภายในชุมชน

“รัฐบาลไม่ได้ต้องการเพียงแค่ให้ค้าขายภายในชุมชนเท่านั้น แต่ยังต้องการให้ค้าขายภายนอกชุมชนด้วย ซึ่งรัฐบาลจะช่วยเหลือด้านการตลาด โดยจะจัดตลาดกลาง ตลาดชุมชนให้ได้ทั่วประเทศเพื่อให้เป็นที่ค้าขายสินค้าของแต่ละชุมชน รวมไปถึงจะคัดสินค้าที่มีคุณภาพดีไปขายในระดับประเทศ และผลักดันให้ส่งออกได้ด้วย” รมช.พาณิชย์ กล่าว

ส่วนการลงทุนที่กำลังจะเกิดขึ้น เป็นการลงทุนทำโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลจะเป็นผู้ใช้จ่ายรายใหญ่ในปีหน้า แต่การลงทุนโดยเอกชนก็เพิ่งจะเริ่มตั้งไข่ แม้จะมีการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แล้วหลายโครงการ แต่ก็จะต้องรอการปักเสาเข็มสร้างโรงงานที่แท้จริงก่อน จึงจะนับได้ว่ามีส่วนในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ฉะนั้น การปรับสมดุลของเศรษฐกิจไทยระหว่างการขยายตัวจากปัจจัยภายในประเทศเอง และปัจจัยภายนอก ยังเป็นที่น่าจับตามองว่าสัดส่วนที่เหมาะสมควรจะเป็นอย่างไร

วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไม่อาจมองอย่างง่ายๆ ว่าจะลดสัดส่วนการส่งออกหรือการลงทุนเป็นกี่เปอร์เซ็นต์จึงจะเหมาะสม แต่ต้องมองให้ลึกลงไปมากกว่าแค่ตัวเลข

“ผมว่าเราควรจะต้องพึ่งพาตัวเองให้มากขึ้น เราควรจะปรับเปลี่ยนจากการส่งออกสินค้า โลว์เทค ให้เป็นสินค้าที่มีเทคโนโลยีที่สูงขึ้น และเพิ่มรายได้ต่อหัวต่อคนของคนไทยให้ได้ จะคิดว่าส่งออกมากไม่ดีก็ไม่ถูกต้อง แต่เราต้องปรับประสิทธิภาพการผลิตให้ดีขึ้น” ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว

วิรไท กล่าวว่า จะปรับเรื่องการส่งออกอย่างไรก็ไม่สามารถทอดทิ้งกระบวนการปรับประสิทธิภาพการผลิตไปได้ เพราะภายใต้การส่งออกยังมีธุรกิจเกี่ยวเนื่องมากมาย เป็นซัพพลายเชนเยอะแยะ เราต้องทำให้กลุ่มนี้มีการพัฒนาการผลิตสินค้าขึ้นไปอีก ด้วยการส่งเสริมให้มีการวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) มีการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สวยงามทันสมัย เป็นต้น ให้เขาทำให้ได้มากกว่าการรับจ้างผลิตของเพราะต้นทุนต่ำ สามารถจะผลิตสินค้าที่มีความซับซ้อนได้

ส่วนการเพิ่มการบริโภคในประเทศนั้น ควรจะเพิ่มการบริโภคสินค้าในประเทศ ไม่ใช่บริโภคของฟุ่มเฟือยโดยไม่คำนึงถึงรายได้ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์และทำให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น ฉะนั้นการปรับโครงสร้างมีหลายมิติ ต้องมองให้ลึกซึ้งไม่ใช่มองแค่สัดส่วน

ผู้ว่าการ ธปท. ยืนยันว่า ประเทศไทยต้องการการลงทุนเพิ่ม หากเพิ่มการลงทุนได้เร็วก็จะทำให้ประเทศฟื้นตัวได้เร็วเช่นกัน

โดยข้อเท็จจริง เศรษฐกิจไทยในขณะนี้บางภาคธุรกิจก็ฟื้นตัว บางภาคก็ไม่ฟื้น จะหวังให้จีดีพีโตปีละ 5-6% คงเป็นไปได้ยาก เพราะปัจจัยภายในและปัจจัยต่างประเทศไม่เอื้ออำนวย ปัญหาของเศรษฐกิจในขณะนี้คือการลงทุนใหม่ไม่เกิดขึ้น แม้นักลงทุนเก่าไม่ได้ถอนออก แต่ทำให้ขีดความสามารถแข่งขันตก เพราะไทยผลิตสินค้าที่ตกรุ่นส่งออก ไม่มีการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ

อย่างไรก็ดี จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้เห็นว่าไทยจะลดการพึ่งพาการส่งออก หันไปหาการลงทุนหรือการบริโภคภายในประเทศดันเศรษฐกิจ นโยบายประชารัฐที่รัฐบาลทำผ่านโครงการธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นโครงการของขวัญปีใหม่ต่างๆ เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเป็นเรื่องไม่ง่าย และไม่สามารถทำได้ในระยะสั้น กว่าการลงทุนในโครงการใดจะสามารถลงทุนสร้างโรงงานจนสามารถผลิตได้ต้องใช้เวลา ที่สำคัญหากไม่มีตลาดรองรับ ไม่ว่าจะตลาดในประเทศหรือต่างประเทศ การลงทุนแล้วแป้ก ก็จะไปสร้างปัญหาใหม่ในระบบเศรษฐกิจ

ข่าวล่าสุด

โลตัส ขอนแก่นเปิดโฉมใหม่ 30 ต.ค. ดึง IKEA-ร้านดังเสริมทัพ

โลตัส ขอนแก่นเปิดโฉมใหม่ 30 ต.ค. ดึง IKEA-ร้านดังเสริมทัพ