
เอ็นจีโอร้องรัฐบาลไทยบังคับใช้กฎหมายการลงทุนข้ามแดน
ภาคประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลการลงทุนข้ามแดน ด้านชาวบ้านริมแม่โขง 8 จังหวัดลุ้นคำพิพากษาศาลกรณีเขื่อนไซยะบุรี 25 ธ.ค.นี้
ภาคประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลการลงทุนข้ามแดน ด้านชาวบ้านริมแม่โขง 8 จังหวัดลุ้นคำพิพากษาศาลกรณีเขื่อนไซยะบุรี 25 ธ.ค.นี้
เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. กลุ่มองค์กรภาคประชาสังคมที่ติดตามการลงทุนของไทยในประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ศูนย์ข้อมูลชุมชน เสมสิกขาลัย องค์กรแม่น้ำนานาชาติ ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลไทยเร่งบังคับใช้กฎหมายการลงทุนในต่างแดนพร้อมจัดตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลการลงทุน เพื่อป้องกันความเสียหายทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดจากโครงการลงทุนต่างๆของไทยในต่างประเทศ รวมทั้งปกป้องชื่อเสียงของชาติ
โดยกลุ่มองค์กรภาคประชาสังคมได้ออกแถลงการณ์ข้อเรียกร้องนี้ ในระหว่างรอฟังคำตัดสินของศาลปกครองในวันที่ 25 ธ.ค. 2558 กรณีกลุ่มชาวบ้านไทยที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง 8 จังหวัด ได้ยื่นฟ้องคัดค้านข้อตกลงของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และหน่วยงานรัฐอีก 4 องค์กรที่ลงนามจัดซื้อไฟฟ้าร้อยละ 90 จากกำลังผลิตของเขื่อนไซยะบุรี ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศลาวและอยู่ระหว่างก่อสร้างโดยการลงทุนของบริษัทสัญชาติไทย ในวงเงิน 3,500 ล้าน ดอลล่าร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1 แสนล้านบาท)
แถลงการณ์ระบุว่า คดีเขื่อนไซยะบุรี เป็นที่จับตาของสาธารณะทั้งในประเทศไทย ระดับภูมิภาคและระดับโลก เนื่องจากสะท้อนข้อถกเถียงเกี่ยวกับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ต่อวิถีชีวิตของชุมชนที่พึ่งพาแม่น้ำเพื่อการอยู่รอด เช่น ความเสียหายต่อพันธุ์ปลา การไหลเวียนของลำน้ำและตะกอนดิน การกัดเซาะชายฝั่งในพื้นที่ท้ายน้ำของเขื่อน เป็นต้น พื้นที่สองฝั่งริมแม่น้ำโขงเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรกว่า 60 ล้านคน และเป็นชุมชนที่พึ่งพาทรัพยากรจากแม่น้ำเพื่อความมั่นคงทางอาหารและการอยู่รอด ยังมีงานศึกษาไม่เพียงพอเรื่องผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากโครงการ และปัจจุบันยังไม่มีการจัดทำรายงานประเมินผลกระทบข้ามแดนด้านสิ่งแวดล้อม (Transboundary EIA) นอกจากนี้ ชุมชนที่จะได้รับผลกระทบจากโครงการนี้ทั้งในฝั่งไทยและประเทศเพื่อนบ้านยังถูกปฏิเสธสิทธิในการร่วมปรึกษาหารือ และไม่มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นและข้อห่วงใยเพื่อให้มั่นใจว่าโครงการพัฒนาจะคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ของชุมชน
ทั้งนี้ ผู้ลงทุนโครงการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรี ได้แก่ บริษัท ช.การช่าง ซึ่งเป็นผู้นำการลงทุนและผู้รับเหมาก่อสร้าง โดยมีธนาคารไทย 6 แห่งที่ปล่อยสินเชื่อให้แก่โครงการนี้ ได้แก่ ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารทิสโก้ และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงค์)
น.ส.อารีวัณย์ สมบุญวัฒนกุล ตัวแทนจากเสมสิกขาลัย กล่าวว่า ผู้ประกอบการไทยกำลังเดินหน้าก่อสร้างโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่ชุมชนต่างๆ ในประเทศไทยประท้วงคัดค้าน อีกทั้งยังเป็นโครงการที่ไม่ได้มาตรฐานตามกฎหมายไทย แต่กลับนำไปสร้างในประเทศเพื่อนบ้านที่มีกระบวนการยุติธรรมที่อ่อนแอกว่า เช่น เขมร ลาว พม่า
ขณะที่ น.ส.รัตนมณี พลกล้า ผู้ประสานงานศูนย์ข้อมูลชุมชน กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายป้องกันการลงทุนที่ไร้ความรับผิดชอบในต่างแดน ยิ่งไปกว่านั้นประเทศเพื่อนบ้านของเรายังมีสถาบันทางกฎหมายไม่เพียงพอต่อการกำกับการลงทุน และประชาคมอาเซียนก็ล้มเหลวในการสร้างกรอบกติการะดับภูมิภาคเพื่อกำกับดูแลมาตรฐานทางสังคมและสิ่งแวดล้อมของโครงการลงทุน
“ยกตัวอย่างเช่น ประเทศพม่าและเขมร ปัจจุบันยังไม่มีกรอบกฎหมายเรื่องการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และประเทศลาว เขมร และพม่า ยังขาดสถาบันที่มีศักยภาพเพียงพอต่อการตรวจสอบทบทวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการพัฒนาขนาดใหญ่”
ขณะที่ น.ส.เพียรพร ดีเทศน์ ตัวแทนจากองค์กรแม่น้ำนานาชาติ กล่าวว่า ขณะนี้เป็นโอกาสของรัฐไทยที่จะเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคในการปฏิบัติตามแบบอย่างที่ดีที่สุด โดยออกกฎหมายเรื่องการลงทุนในต่างแดน และจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลการลงทุนไทยในต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม เครือข่ายชาวบ้านใน 8 จังหวัดริมแม่น้ำโขง กว่า 40 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ฟ้องคดีได้เตรียมเดินทางมารับฟังคำพิพากษาของศาลปกครองที่ถนนแจ้งวัฒนะ วันที่ 25 ธ.ค.นี้ 2558 และจะมีการแถลงข่าวหลังจากทราบผลคำวินิจฉัย.







