
ตัวเลขความรุนแรงในครอบครัวพุ่ง7%
ตัวเลขความรุนแรงในครอบครัวพุ่ง 7% เป็นการฆ่ากันตายเกือบครึ่ง สาเหตุหลักมาจากสามีหึงหวงภรรยากว่า 80% ขณะที่ผู้เสียหายเกือบ 95% ไม่เอาความเพราะกลัวครอบครัวเดือดร้อนไม่มีคนหาเลี้ยง
ตัวเลขความรุนแรงในครอบครัวพุ่ง 7% เป็นการฆ่ากันตายเกือบครึ่ง สาเหตุหลักมาจากสามีหึงหวงภรรยากว่า 80% ขณะที่ผู้เสียหายเกือบ 95% ไม่เอาความเพราะกลัวครอบครัวเดือดร้อนไม่มีคนหาเลี้ยง
นางสาวนิตยา พิริยะพงษ์พันธ์ หัวหน้าฝ่ายข้อมูลและเผยแพร่ มูลนิธิเพื่อหญิง เปิดเผยสถิติการใช้ความรุนแรงในครอบครัวจากตัวอย่างข่าวที่ปรากฏตามข่าวหนังสือพิมพ์ 5 ฉบับคือไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชน ข่าวสดและคมชัดลึกในปี 2552 พบว่ามีข่าวเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัว 459 ชิ้น เพิ่มขึ้นจากปี 2551 ที่มีข่าว 426 ชิ้นประมาณ 7% โดยรูปแบบการใช้ความรุนแรงแบ่งเป็น6 ประเภทคือการฆ่ากันมีสัดส่วนถึง 45% รองลงมาคือการฆ่าตัวตาย 25% การทำร้ายกัน 11% เด็กทารกถูกทิ้ง 9% การละเมิดทางเพศคนในครอบครัว 6% และความรุนแรงอื่นๆ 4%
ในส่วนของปัญหาการฆ่ากันในครอบครัวส่วนใหญ่เป็นการฆ่ากันระหว่างสามี-ภรรยา โดยผู้ชายมีอัตราการก่อเหตุ 82% ผู้หญิงก่อเหตุ 12% โดยมีสาเหตุจากการหึงหวงถึง 80% รองลงมาคือการขอผู้หญิงคืนดีแต่ไม่สำเร็จ นอกจากนี้ยังพบว่ากรณีที่เกิดขึ้นมีปัจจัยการดื่มแอลกอฮอล์มาเป็นตัวกระตุ้นเกือบทั้งหมด
“ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงทัศนะคติของผู้ชายที่ต้องเหนือกว่าผู้หญิงและสะท้อนออกมาทางพฤติกรรม รวมทั้งการเห็นภรรยาเป็นสมบัติของตน อยู่ด้วยกันแล้วไม่ไว้วางใจภรรยาของตัวเอง หรือถ้าผู้หญิงออกไปจากชีวิตแล้วยังตามไปราวีอีก รวมทั้งพบว่าการก่อเหตุของผู้ชายจะลามไปถึงญาตของฝ่ายหญิงด้วย ขณะที่ฝ่ายหญิงก่อเหตุจะจำกัดที่ตัวสามีและผู้หญิงอื่นที่ยุ่งกับสามีตน”
นางสาวนิตยาเสนอทางออกว่าในระยะสั้น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเพิ่มทักษะการใช้ชีวิตแก่ครอบครัวที่มีความรุนแรง เช่น ควรปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อเกิดการหึงหวง เวลาที่เด็กงอแง หรือวิธีการรับมือกับคนเมาเป็นต้น
นายสาโรจน์ นักเบศร์ เลขานุการผู้ตรวจราชการอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุดกล่าวว่าปัจจุบันมี พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 บังคับใช้แล้ว แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่ทราบและเมื่อภรรยาถูกสามีทำร้ายร่างกายกว่า 95% ไม่ยอมแจ้งความหรือเข้าสู่กระบวนการตามกฏหมายนี้ เนื่องจากเกรงว่าเมื่อสามีถูกจับแล้วจะมีผลกระทบกับครอบครัว ขาดคนหาเงินและกลัวมีปัญหาในภายหลัง
ทั้งที่ความจริงแล้วกฏหมายดังกล่าวเน้นไปที่การให้โอกาสผู้กระทำความรุนแรงได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสร้างความสงบในครอบครัวและเปิดทางให้เจ้าพนักงานเข้าไปคุ้มครองผู้เสียหายในเบื้องต้นได้ ดังนั้นจึงเสนอว่าเมื่อเกิดกรณีเช่นนี้ ตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องแจ้งสิทธิและทำความเข้าใจกับผู้เสียหายถึงผลดีของการเอาความสามีหรือผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัวให้มากกว่านี้







