
สธ.อาเซียนเห็นพ้องร่วมมือรับโรคระบาด
สธ.อาเซียนเห็นพ้องร่วมมือรับโรคระบาด เตรียมชงให้ WHO ลดระดับการเตือนภัยสูงสุดลง ประกาศ 15 มิ.ย.เป็นวันไข้เลือดออกอาเซียน เล็งแพทย์ทางเลือกและการดูแลผู้สูงอายุเป็นวาระประชุมสำคัญครั้งหน้า
สธ.อาเซียนเห็นพ้องร่วมมือรับโรคระบาด เตรียมชงให้ WHO ลดระดับการเตือนภัยสูงสุดลง ประกาศ 15 มิ.ย.เป็นวันไข้เลือดออกอาเซียน เล็งแพทย์ทางเลือกและการดูแลผู้สูงอายุเป็นวาระประชุมสำคัญครั้งหน้า
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) แถลงภายหลังการประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียน ครั้งที่ 10 และอาเซียน +3 เสร็จสิ้น ที่โรงแรมแชงกรีล่า เมื่อเวลา 12.00 น. ตามเวลา ณ ประเทศสิงคโปร์ ว่ามีประเด็นที่เวทีการประชุมครั้งนี้ให้สำคัญคือ กลุ่มประเทศอาเซียนกำลังเผชิญหน้ากับสภาพปัญหาของโรค 2 ด้าน ได้แก่ การเผชิญหน้ากับโรคติดต่อ และ การเผชิญหน้ากับโรคไม่ติดต่อ
โดยโรคติดต่อ ที่ยังคงเป็นปัญหาค้างคาคือ โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ H1N1 หรือ ไข้หวัดใหญ่2009 รวมถึงไข้หวัดนก และโรคอุบัติใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ในขณะที่โรคไม่ติดต่อ อาทิ โรคมะเร็ง โรคความดัน เบาหวาน หัวใจ โรคอ้วน และโรคจิตเวช เป็นต้น
“ในประเด็นนี้ ทั้ง 2 ด้าน กลุ่มประเทศอาเซียนเห็นว่าต้องมีความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เรียนรู้ซึ่งกันและกัน เพิ่อนำมาแก้ไขร่วมกันอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยเฉพาะไข้หวัดใหญ่ 2009 และไข้หวัดนกนั้น ยังเป็นภัยคุกคามสุขภาพประชาชนต่อไปแต่ทั้งนี้ ไข้หวัดใหญ่ 2009 นั้น ได้ผ่านภาวะการระบาดใหญ่แล้ว จึงจะมีการร้องขอให้องค์การอนามัยโลก (WHO) ลดระดับการเตือนภัย ซึ่งปัจจุบันภูมิภาคอาเซียนยังอยู่ในระดับสูงสุดให้ลดลงมา โดยทุกประเทศยังคงต้องเฝ้าระวัง แลกเปลี่ยนข้อมูล รณรงค์ให้ประชาชนให้ความสำคัญ และให้ความสำคัญในการให้วัคซีนป้องกัน”
นายจุรินทร์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ในเวทีการประชุมยังได้เสนอให้วันที่ 15 มิถุนายน ของทุกปี เป็นวันไข้เลือดออกอาเซียน โดยจะเริ่มเป็นปีแรกในปี 2554 เป็นต้นไป
“เนื่องจากภาวะการระบาดในประเทศไทยยังมีอยู่ สภาพคล้ายๆกับในหลายประเทศ ซึ่งคต่อนข้างหนักกว่าปีที่แล้วคือ มีการระบาดเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 60” นายจุรินทร์ กล่าว
นอกจากนี้ เวทีที่ประชุมอาเซียนยังจะพิจารณากรณีที่จะเพิ่มประเทศในการเข้ามาร่วมประชุมอีก 3 ประเทศคือ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้กรอบความร่วมมือร่วมกันตามยุทธศาสตร์ 3 ด้าน คือ 1.การเข้าถึงบริการสุขภาพและส่งเสริมสุขภาพ 2.ความปลอดภัยด้านอาหาร 3.การควบคุมป้องกันโรค
“ความก้าวหน้าตามกรอบสุขภาพทั้ง 3 ด้าน ในส่วนของประเทศไทย 9 ประเด็น เมื่อวานนี้ เราได้รับความชื่นชมจากประธานการประชุม ว่านำเสนอชัดเจน ก้าวหน้า ที่ให้ความสำคัญและความปลอดภัยต่อประชาชน ตามสโลแกน Healthy People Healthy Asian”
นายจุรินทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยได้ประกาศความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียนครั้งที่ 11 ในปี 2012 โดยจะมีประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เข้าร่วมด้วย โดยคาดว่าจะจัดในเดือนกรกฎาคม ถึง เดือนสิงหาคม ส่วนสถานที่การประชุมนั้น จะพิจารณาตามความเหมาะสมต่อไป
โดยทั้งนี้ นายจุรินทร์ ให้ความเห็นว่า ประเด็นที่ได้รับความสำคัญจากรัฐมนตรีสาธารณสุขประเทศสิงคโปร์มากที่สุดคือการดูแลผู้สูงอายุเนื่องจากเป็นนโยบายที่ล้ำหน้าที่สุดของสิงคโปร์
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วงในเวทีการประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียน +3 (จีน ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้) มีความเห็นพ้องกันว่า กรอบความร่วมมือด้านยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพอาเซียน ที่ตั้งเป้าในปี 2010-2015 ที่ต้องร่วมมือกันมากขึ้นทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ โดยยังคงมีกิจกรรมต่างๆ ตามกรอบความร่วมมือดั้งเดิมที่วางไว้ 2007-2017
สำหรับวงประชุมอาเซียน +3 เห็นว่าการพัฒนาแพทย์ทางเลือก อาทิ การรักษาโดยการแพทย์พื้นบ้าน ให้อยู่ในระบบประกันสุขภาพในแต่ละประเทศเป็นสิ่งที่ควรเร่งรัดให้เกิดขึ้น โดยประเทศจีนแสดงศักยภาพ และเสนอให้มีการทำงานร่วมกัน 3 ปี ระหว่างจีนกับ อาเซียน +3 ที่จะส่งบุคลากรสาธารณสุขเข้าไปฝึก ไปศึกษาในประเทศจีน
ซึ่งขณะนี้ ประเทศจีนได้เสนอโครงการสุขภาพ 5 โครงการ แผนการดำเนินงาน 2010-2011 ให้แก่สำนักงานใหญ่อาเซียน ณ กรุงจาร์กาตาร์ และมี 2 โครงการที่ผ่านการอนุมัติแล้วคือ การทำเวิร์คช็อปแพทย์แผนจีน และ การทำเวิร์คช็อปการจัดการด้านสาธารณสุข เวลามีภัยพิบัติ โดยมีอีก 3 โครงการที่อยู่ในช่วงพิจารณาขณะนี้
ด้านประเทศญี่ปุ่น ได้เสนอให้มีความร่วมมือกันในการเทรนนิ่งบุคลากรวิทยาศาสตร์การแพทย์ เนื่องจากญี่ปุ่นมีความพร้อมมีสถาบันด้านโรคติดต่อแห่งชาติ โดยจะสนับสนุนเงิน 1.1 พันล้านเยน ให้กับการป้องกันโรคผ่านไปยัง WHO และเสนอให้มีการจัดประชุมเจ้าหน้าที่สาธารณสุขระดับสูงในเดือนสิงหาคมหรือเดือนกันยายนนี้ด้วย
ส่วนประเทศเวียดนาม ได้เสนอกรอบการทำงานระหว่างอาเซียน +3 ให้ความสำคัญในการทำงานร่วมกันกับญี่ปุ่น ในประเด็นการดูแลผู้สูงอายุ เนื่องจกาประเทศญี่ปุ่นมีนโยบายที่เด่น
ประเทศเกาหลีใต้ ได้เล่าถึงประสบการณ์การรับมือกับไข้หวัดใหญ่ 2009 และแนะนำการแพทย์ทางเลือกมาใช้ โดยเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นได้เสนอตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญให้องค์ความรู้เพื่อให้อาเซียนนำมาเผยแพร่
โดยประเด็นทั้งหมดนี้จะนำเข้าไปสู่เวทีการประชุมอาเซียน +3 ในระดับรัฐมนตรี ให้นำไปพัฒนาต่อในเรื่องความร่มมือด้านอื่นอีกในอนาคต







