
รับกรรม
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
ปีนี้ถือเป็นปีแห่งข่าวธุรกิจโลกที่สำคัญมากปีหนึ่งทีเดียวค่ะ
ไม่ใช่ว่ามีดีลยักษ์ที่สะท้านลั่นโลก หรือมีความสำเร็จระดับสะท้านวงการในภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังยากลำบากอะไรหรอกค่ะ แต่เป็นปีที่มีธุรกิจยักษ์ใหญ่ถูกจับได้ว่า “ทำผิด” มากที่สุดปีหนึ่ง และน่าสนใจว่าแต่ละแห่งก็เจอผลกรรมกันทันตาเห็น จากความไม่มีธรรมาภิบาลภายในองค์กร
โตชิบา คอร์ปอเรชั่น เป็นรายล่าสุดเมื่อวานนี้ โดยเจอตัวเลขแดงเถือกในปีงบประมาณ 2015 ขาดทุนยับถึง 5.5 แสนล้านเยน (ราว 1.59 แสนล้านบาท) ซึ่งมากที่สุดทำสถิติมากกว่าในช่วง
วิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 ที่ขาดทุนไปเกือบ 4 แสนล้านเยน (ราว 1.15 แสนล้านบาท) จนต้องออกแผนปรับโครงสร้างใหญ่ เตรียมขายโรงงานในอินโดนีเซีย และลดคนถึง 7,000 อัตราทั่วโลก เพื่อหาเงินมาแก้ตัวแดง
ก่อนหน้านี้ก็มีรายงานว่าโตชิบาอาจต้องเจอค่าปรับสูงถึงราว 60 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2,200 ล้านบาท) เลยทีเดียว
กรณีของโตชิบา ซึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่สุดอันดับที่ 19 ในญี่ปุ่น ไม่ใช่แค่การขาดทุนจากการแข่งขันทางธุรกิจเหมือนบริษัททั่วๆ ไป แต่มีหัวใจหลักมาจากความไม่โปร่งใส ตบแต่งบัญชีให้ตัวเลขสูงกว่าความเป็นจริงนานถึงเกือบ 7 ปีที่ผ่านมา
เมื่อเรื่องแดงก็ต้องพบกับสถานการณ์ทางการเงินของจริงที่น่าเจ็บปวด และที่สำคัญก็คือ เผชิญวิกฤตศรัทธาที่ยากต่อการกู้ภาพลักษณ์ให้กลับคืนมาได้ในเร็ววัน ทั้งในแง่ของผู้บริโภคเองและนักลงทุนในตลาดหุ้น ยากที่จะเรียกศรัทธาของบริษัทเก่าแก่อายุ 120 ปี กลับคืนมาได้ง่ายๆ
ก่อนหน้าเคสของโตชิบาเพิ่งมีเคสของโฟล์คสวาเกน ที่โกงรายงานการทดสอบมาตรการไอเสียในรถยนต์เครื่องดีเซล โกงทั้งในสหรัฐ ทั้งในยุโรป จนเป็นข่าวฉาวสะท้านวงการธุรกิจโลกที่สุดในปีนี้นำไปสู่การเรียกคืนรถยนต์ทั่วโลกราว 6 ล้านคัน และถูกปรับเงินมหาศาลในหลายประเทศ เช่น สหรัฐที่อาจถูกลงโทษปรับเป็นเงิน 1.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.51 แสนล้านบาท) หรือในออสเตรเลียที่คาดว่าจะถูกปรับถึง 1.1 ล้านเหรียญออสเตรเลีย (ราว 27.9 ล้านบาท)
และที่เลวร้ายกว่าก็คือ วิกฤตความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภคหลายล้านคนทั่วโลก ที่ย่อมรู้สึกว่าถูกหลอก และจะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือในการทำการตลาดและขายสินค้าของโฟล์คสวาเกนหลังจากนี้อย่างแน่นอน







