
สัมพันธ์ที่ยั่งยืน
ไทยและกัมพูชามีการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยมีกรอบความร่วมมือแบบทวิภาคี และกรอบความร่วมมือต่างๆ หลายด้าน เช่น มีคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย–กัมพูชา (JC) ซึ่งเป็นเวทีสำหรับการเจรจาและตกลงเกี่ยวกับความร่วมมือในทุกๆ ด้าน
ไทยและกัมพูชามีการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยมีกรอบความร่วมมือแบบทวิภาคี และกรอบความร่วมมือต่างๆ หลายด้าน เช่น มีคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย–กัมพูชา (JC) ซึ่งเป็นเวทีสำหรับการเจรจาและตกลงเกี่ยวกับความร่วมมือในทุกๆ ด้าน
นอกจากนี้ ยังมียุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี–เจ้าพระยา–แม่โขง (ACMECS) โดยมีโครงการร่วมกันด้านการค้าและการลงทุน จำนวนทั้งสิ้น 18 โครงการ เช่น การศึกษาการจัดตั้งตลาดกลาง เพื่อค้าส่งและส่งออกในกัมพูชา การอำนวยความสะดวกทางการค้าแบบเบ็ดเสร็จที่ด่านชายแดน เป็นต้น
ในช่วงปี 2553-2557 การค้าของไทยกับกัมพูชามีมูลค่าเฉลี่ยประมาณปีละ 3,837 ล้านเหรียญสหรัฐ มีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 25.0 ต่อปี ในช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ. 2558 มีการค้าขายรวมมูลค่า 1,005.43 ล้านเหรียญสหรัฐ
ฉะนั้น ในแง่การทำมาค้าขาย ถือว่ากัมพูชาเป็นตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกันยังมีความร่วมมือด้านการทหารระหว่างกัน โดยมีคณะกรรมการทั่วไปชายแดนไทย–กัมพูชา (GBC) ซึ่งมีรัฐมนตรีกลาโหมของทั้งสองประเทศ เป็นประธาน และมีคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย–กัมพูชา (RBC) ซึ่งมีแม่ทัพทหารแต่ละภูมิภาคของทั้งสองฝ่ายเป็นประธาน
ล่าสุด เมื่อวันที่ 18-19 ธ.ค.ที่ผ่านมา ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ยกคณะรัฐมนตรีมาเยือนไทยอย่างเป็นทางการในรอบ 12 ปี พร้อมกับการฉลองการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ ครบรอบ 65 ปี ซึ่งเป็นการฟื้นความสัมพันธ์ที่ระหองระแหงต่อกันให้กลับมาแนบแน่นดังเดิม
อย่างไรก็ตาม สัญญาณที่ดีในการมาเยือนของรัฐบาลกัมพูชาในครั้งนี้ ควรนำไปสู่ข้อตกลงที่ดีในอนาคตด้วย โดยเฉพาะปัญหาความไม่ลงรอยกันของทั้งสองประเทศ อาทิ ปัญหาพิพาทพื้นที่ทับซ้อนบริเวณปราสาทพระวิหาร ปัญหาพิพาทในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล และปัญหาอํานาจอธิปไตยเหนือเกาะกูด เป็นต้น
ดังนั้น เพื่อให้ประเด็นปัญหาที่เปราะบางนำไปสู่การพึ่งพิงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เจริญก้าวหน้าไปด้วยกัน ต้องสานสัมพันธ์ผ่านกรอบความร่วมมือที่ยั่งยืน โดยมีความไว้เนื้อ
เชื่อใจ และจริงใจต่อกัน
ไม่มุ่งเน้นเฉพาะเรื่องการค้าการลงทุน แต่ต้องทําความเข้าใจประวัติศาสตร์ร่วมกัน เพื่อลดความหวาดระแวงและทัศนคติปฏิปักษ์ต่อกันให้นําไปสู่การเคารพซึ่งกันและกัน
ทั้งหมดนี้จะประสบความสำเร็จได้ ต้องไม่ดำเนินการโดยพึ่งพาความสัมพันธ์ส่วนบุคคล หรือแค่ความสัมพันธ์ทางการเมือง การทหารเท่านั้น แต่ไม่ว่ารัฐบาลชุดไหนเข้ามาบริหารประเทศ ต้องสามารถพัฒนากลไกที่มีอยู่ให้เอื้ออำนวยประชาชนทั้งสองประเทศให้สามารถพึ่งพาอาศัยกัน และสามารถบรรลุข้อตกลงระหว่างประเทศร่วมกันโดยยึดหลักสันติ







