
วัดญาณสังวราราม มรดกชิ้นเอก ในสมเด็จพระสังฆราช
หนังสือ บวรธรรมบพิตร พระประวัติสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
โดย...ส.สต
หนังสือ บวรธรรมบพิตร พระประวัติสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่ทางวัดบวรนิเวศวิหารจัดพิมพ์เนื่องในงานออกพระเมรุ วันที่ 16 ธ.ค. 2558 มีบทตอนท้ายที่สรุปงานพระราชพิธีต่างๆ ไว้อย่างสมบูรณ์ แต่ที่น่าสนใจไม่ยิ่งยวดไปกว่าบทอื่นๆ ที่คณะผู้จัดทำได้ทุ่มเทแรงกาย แรงสมอง ทำหนังสือหนา 367 หน้า ได้แก่ มรดกชิ้นเอก หรือวัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร ในพระบรมราชูปถัมภ์ คณะผู้จัดทำนำเสนอ มรดกชิ้นเอก ด้วยภาพกราฟฟิก แสดงแผนผังวัดทั้งหมด ล้อมกรอบด้วยพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะทรงมีพระราชปฏิสันถารกับสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ณ ที่ใดที่หนึ่งในวัดเมื่อแรกสร้าง
สรุปว่านี่คือมรดกชิ้นเอกที่เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงมอบไว้ให้เป็นมรดกแก่แผ่นดิน (หน้า 363) ดังข้อความที่บรรยาย ดังนี้
มรดกชิ้นเอก
คนส่วนมากก็คงจะรู้อยู่ด้วยกันว่า เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวรฯ ได้ทรงสร้างสิ่งอันเป็นคุณประโยชน์ให้แก่สังคมและบ้านเมืองเป็นจำนวนมาก แต่คงมีไม่กี่คนที่จะรู้ว่า เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงตั้งพระทัยที่จะสร้างอะไรไว้ให้เป็นมรดกพิเศษแก่แผ่นดินบ้าง
วัดญาณสังวราราม คือ พระอารามที่เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงมุ่งมั่นสร้างสรรค์ให้เป็นมรดกของแผ่นดิน เพื่อเชิดชูพระพุทธศาสนาเป็นพุทธบูชาและเพื่อเทิดทูนพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์ในอดีต เป็นพระบรมราชานุสาวรีย์ เป็นพระอารามในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ฉะนั้น สิ่งก่อสร้างในวัดญาณสังวราราม จึงล้วนเกี่ยวเนื่องด้วยพระมหากษัตริยาธิราช เจ้าของไทยทั้งนั้น เป็นเหตุให้สิ่งก่อสร้างทั้งปวงล้วนวิจิตรอลังการ
เมื่อการก่อสร้างเรียบร้อย ได้กราบบังคมทูลพระกรุณา เพื่อขอพระราชทานนามวัดใหม่ให้สมพระเกียรติ ได้ทรงมีพระราชกระแสแก่ผู้เกี่ยวข้องว่า “รู้ไหมว่าชื่อญาณสังวรนั้น ดีวิเศษอยู่แล้วเพราะร้อยปีจะมีสักครั้ง”
เมื่อกราบบังคมทูลพระกรุณาเรื่องพิธีการถวายวัด ทรงมีพระราชกระแสแก่ผู้กราบบังคมทูลว่า “ก็วัดของฉัน ทำไมต้องถวายฉันอีก”
ด้วยเหตุทั้งปวงดังกล่าวแล้ว พระอารามนี้ จึงได้รับพระราชทานนามว่า “วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร ในพระบรมราชูปถัมภ์” เป็นพระอารามหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์เพียงวัดเดียวในประเทศไทย
ปัจจุบัน พระธรรมบัณฑิต (อภิพล) เจ้าอาวาสวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก กรุงเทพมหานคร รักษาการเจ้าอาวาส ตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค. 2556 หลังจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สิ้นพระชนม์ 1 วัน และตามธรรมเนียมปฏิบัติ เมื่อสิ้นสุดงานพระราชทานเพลิงพระศพแล้ว ทางคณะสงฆ์ต้องเสนอตามลำดับขั้นถึงมหาเถรสมาคม เพื่อพิจารณาแต่งตั้งเจ้าอาวาสรูปใหม่ต่อไป โดยไม่ชักช้า
ข้อมูลจากธรรมะไทย เล่าความเป็นมาของวัดว่า
วัดญาณสังวราราม เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิด วรมหาวิหาร ตั้งอยู่ที่บ้านห้วยใหญ่ ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี 20260
สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2519 นพ.ขจร และคุณหญิงนิธิวดี อันตระการ พร้อมด้วยบุตรธิดา มีจิตศรัทธาบริจาคที่ดินจำนวน 100 ไร่ 1 งาน 92 ตร.ว. แด่ สมเด็จพระญาณสังวร เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร (ทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ตั้งแต่ พ.ศ. 2532-2556) เพื่อสร้างวัดในพระพุทธศาสนา และปรารถนาให้มีนามตามราชทินนามสมณศักดิ์ของสมเด็จฯ วัดนี้จึงมีชื่อว่า “วัดญาณสังวราราม”
ในระยะแรกวัดนี้มีฐานะเป็นสำนักสงฆ์ และได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2523 และรับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2525 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงพระมหากรุณารับไว้เป็นวัดในพระบรมราชูปถัมภ์และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกวัดญาณสังวรารามเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิด วรมหาวิหาร ตั้งแต่วันที่ 4 มี.ค. 2531 ปัจจุบันอาณาเขตของวัดมีพื้นที่ 366 ไร่ 2 งาน 11 ตร.ว. นอกจากนี้ยังมีเนื้อที่ในเขตโครงการพระราชดำริประมาณ 2,500 ไร่เศษ ที่ติดต่อกับอาณาเขตวัด
เนื่องจากบริเวณพื้นที่สร้างวัดเป็นที่ราบเชิงเขาห่างจากถนนสุขุมวิท ช่วงระหว่างบางละมุง-สัตหีบ โดยแยกเข้ามาจากถนนทางหลวงประมาณ 5 กม. ทางการจึงได้ทำการตัดถนนเข้ามาจนถึงวัด ทำให้การเดินทางสะดวกขึ้น จึงได้มีการก่อสร้างปูชนียวัตถุสถานขึ้นตามลำดับ เช่น พระอุโบสถ, พระบรมธาตุเจดีย์มหาจักรีพิพัฒน์, พระมหามณฑป พระพุทธบาท ภปร. สก., ศาลาอเนกกุศลขนาดใหญ่ 2 หลัง สว. กว. (ศรีสังวาลย์กัลยาณิวัฒนา) และ มวก. สธ. (มหาวชิราลงกรณ์ สิรินธร)
วัดญาณสังวราราม อาจถือเป็นวัดประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช
และได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระกรุณานานัปการจากองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอทุกพระองค์ และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้ทรงอุปถัมภ์ในการก่อสร้างตลอดมา และทรงรับเป็นวัดในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นวัดในพระองค์อีกด้วย







