
ห่วง ประเทศ มากกว่า ประชาธิปัตย์
ผมเลิกที่จะเป็นนักการเมืองแบบเดิมโดยสิ้นเชิง ไม่กลับไปสังกัดพรรคการเมืองไหน ผมลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์แล้ว
โดย...ธนพล บางยี่ขัน ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์
“ผมเลิกที่จะเป็นนักการเมืองแบบเดิมโดยสิ้นเชิง ไม่กลับไปสังกัดพรรคการเมืองไหน ผมลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์แล้ว ไม่กลับเข้าประชาธิปัตย์อีก และไม่ไปตั้งพรรคการเมืองใหม่กับใครทั้งสิ้น ผมจะทำงานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งแน่นอนเป็นการเมืองรูปแบบของประชาชน ถ้าบอกว่าไม่เกี่ยวกับการเมือง ไม่ใช่”
สุเทพ เทือกสุบรรณ ในวันที่ไร้สถานะทางการเมือง เหลือเพียงเก้าอี้ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ ออกตัวระหว่างให้สัมภาษณ์พิเศษกับโพสต์ทูเดย์ แบบเสียงดังฟังชัดกับจุดยืนที่ยังเหมือนเดิม ปฏิเสธกระแสข่าวเตรียมจับมือกับ คุณชายหมู ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ตั้งพรรคการเมืองใหม่ ในวันที่รอยร้าวระหว่างประชาธิปัตย์และ กทม. กำลังคุกรุ่น และมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น
อย่างไรก็ตาม สุเทพไม่ได้บอกว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) จะทำงานการเมืองต่อไป แต่จะเป็นงานการเมืองภาคประชาชน เพื่อประเทศ เพื่อประชาชน ไม่ใช่การเมืองเพื่อพรรคการเมือง ไม่ใช่แย่งชิงอำนาจกับใคร ไม่ควรไปให้ความสำคัญกับข่าวลือที่ไปเล่นกันเป็นตุเป็นตะ และขอยืนยันว่าเรื่องการจะไปตั้งพรรคร่วมกับคุณชายสุขุมพันธุ์ไม่เป็นความจริง
สำหรับข้อกังขาว่าอดีตแม่บ้านพรรคผู้นี้จะแค่เปลี่ยนบทบาทไปเป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังพรรคประชาธิปัตย์นั้น สุเทพ ชี้แจงว่า “ผมและมวลมหาประชาชนจะทำหน้าที่เป็นประชาชนที่ดีในระบอบประชาธิปไตย พรรคการเมืองไหนดี รัฐบาลไหนดีก็ต้องสนับสุนุน เพื่อให้ทำงานได้สำเร็จ แต่เราจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวเจ้ากี้เจ้าการ เป็นเจ้าข้าวเจ้าของ หรือที่บอกว่าแอบไปสนับสนุนพรรคนั้นพรรคนี้ไม่ใช่ เป็นเรื่องของเขา เหมือนวันนี้มีคนมาถามผมว่า พรรคประชาธิปัตย์เป็นอย่างนี้จะทำอย่างไร ผมก็บอกว่าเป็นเรื่องประชาธิปัตย์ ไม่ใช่เรื่องของผม ผมไม่ได้อยู่ประชาธิปัตย์แล้ว”
ถามว่าในฐานะคนคุ้นเคย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยขอให้มาช่วยเคลียร์ปัญหาในพรรค หรือมีใครในพรรคขอร้องให้ช่วยไปทำหน้าที่ “กาวใจ” หรือไม่ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวตอบทันทีว่า
“ไม่เลย อย่างเมื่อคืนคุณอภิสิทธิ์โทรมาหาผม ผมไม่ได้รับ (โชว์มือถือ) เมื่อเช้าผมโทรกลับไปก็ไม่มีเรื่องของพรรค เป็นเรื่องที่ต้องไปขึ้นศาลด้วยกัน (หัวเราะ) ศาลนัดให้ไปฟังคำสั่งคดีที่คุณอภิสิทธิ์กับผมถูกกล่าวหาว่าฆ่าคนตายในคดีที่ไปแก้ปัญหาการชุมนุมของคนเสื้อแดง ปี 2552-2553 ศาลนัดวันที่ 18 ธ.ค. ผมไม่ได้รับหมาย ก็เลยไปนัดหมายกับทาง ผวจ.สุราษฎร์ธานี นายอำเภอ นายก อบจ. หัวหน้าส่วนราชการที่จะไปจัดงานสมุยเฟสติวัลที่สุราษฎร์ธานี ก็เลยต้องทำหนังสือไปขอความกรุณาจากศาลเลื่อนวันนัดหมาย คุณอภิสิทธิ์สงสัยว่าผมเลื่อนจริงหรือไม่เลยโทรมาถาม ไม่ได้พูดเลยเรื่องตั้งพรรคหรือเรื่องที่เป็นข่าว”
“ผมไม่มีหน้าที่เป็นกาวใจ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ก็ทำหน้าที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คุณชายสุขุมพันธุ์ก็ทำหน้าที่ของผู้ว่าฯ กทม. ผมก็ทำหน้าที่ของผมในนามมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ ผมพูดไปแล้วว่ารู้จักคุณชายสุขุมพันธ์ุ ผมสนับสนุนคุณชายสุขุมพันธุ์ในตอนที่สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.
...วันนี้ก็ยังสนับสนุนอยู่ เอาใจช่วยคุณชายสุขุมพันธุ์ ใช้วิกฤตนี้เป็นโอกาส สร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์ของประชาชนชาวกรุงเทพฯ ส่วนอนาคตคุณชายจะทำอะไรก็เป็นเรื่องของคุณชาย ส่วนเรื่องการประเมินผลงานนั้นเป็นเรื่องของคนกรุงเทพฯ ผมคนสุราษฎร์ ผมเห็นว่าคุณชายทำงานแต่จะถูกใจหรือไม่ถูกใจก็ให้ถามคนกรุงเทพฯ ผมก็บอกว่าคุณชายควรจะใช้เวลาที่คนสนใจคุณชาย พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส สร้างผลงานให้ประทับใจก็เท่านั้น”
สุเทพ เล่าให้ฟังว่า ไม่ได้เจอหน้า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์มานานแล้ว เคยเจอกันตั้งแต่ตอนบวช 2-3 ครั้ง หลังสึกมา 4-5 เดือน เคยเจอสักหนหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ เพราะฉะนั้นคุณชายไม่มีความจำเป็นต้องมาปรึกษา คุณชายสุขุมพันธุ์มีความรู้ความสามารถ จบออกซฟอร์ด เคยเป็นรัฐมนตรี รวมทั้งไม่มี สส.ในพรรค หรือคนในประชาธิปัตย์คนไหนมาขอร้องให้ช่วยเป็นกาวใจ
“ไม่มี เขาถล่มกันเอง จัดการกันเอง ไม่ต้องพึ่งบริการผม (หัวเราะ) คนในพรรคเข้าใจดีแล้วว่าผมไม่ยุ่งเกี่ยวกับกิจการของพรรค ไม่ใช่หน้าที่ผม พรรคประชาธิปัตย์จะเจริญก้าวหน้าก็เป็นเรื่องของคนในพรรคประชาธิปัตย์ จะมีปัญหาก็เป็นเรื่องของคนในพรรค ไม่ใช่เรื่องของผมแล้ว” ถามว่าห่วงใยประชาธิปัตย์อยู่หรือไม่ สุเทพ กล่าวว่า “ห่วงใยประเทศไทยมากกว่าห่วงใยประชาธิปัตย์”
คสช.เป็นรัฐบาลเผด็จการที่แปลกที่สุดในโลก
กำนันสุเทพ เล่าถึงบทบาทหน้าที่ในฐานะประธานมูลนิธิฯ ว่า จะติดตามการทำงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต่อไป อันไหนดีก็พร้อมสนับสนุน ตรงไหนมีปัญหาก็บอกในฐานะประชาชน โดยจะสนับสนุนตามเป้าหมาย คสช. พยายามทำให้ประเทศมีความสงบเรียบร้อย ไม่วุ่นวาย จะเห็นได้ว่ามวลมหาประชาชน กปปส.ทั้งหลาย เงียบ นิ่ง ตั้งแต่เลิกการชุมนุม ไม่มีกระทำการใดๆ ที่เป็นเหตุให้บ้านเมืองเกิดความไม่สงบ
ทั้งนี้ มั่นใจว่า คสช.จะเดินหน้าปฏิรูปได้สำเร็จและตั้งใจสนับสนุน คสช.อย่างเต็มที่ ให้เขาปฏิรูปประเทศได้สำเร็จ โดยจะติดตามการทำงานต่อไป ไม่วอกแวกหวั่นไหว ไม่รีบด่วนสรุป เพราะรู้ว่างานไม่ใช่ง่ายๆ การที่ต้องเผชิญหน้ากับเรื่องราวต่างๆ เป็นเรื่องที่เราคาดการณ์ไว้แล้วว่ารัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจจะต้องเจอกระแสอย่างนี้
เรื่องแรก ผู้ที่สูญเสียอำนาจทั้งหลายจะดิ้นรน ทำโดยวิธีการต่างๆ โลกล้อมประเทศไทย ให้ทูตนั้นทูตนี้ออกมา พวกนี้มีผลประโยชน์ด้วยกันทั้งนั้น เป็นผลประโยชน์ที่ทำกันโดยนายทุนระดับประเทศ ที่เชื่อมโยงอยู่เบื้องหลังรัฐบาลทั้งหลาย ซึ่งเมื่อมี คสช.แล้วเห็นว่า คสช.อาจจะทำอะไรที่กระทบกระเทือนถึงผลประโยชน์ของเขาก็รุมทำร้าย คสช.
สุเทพ ยืนยันว่า การออกมาสนับสนุน คสช. ไม่มีเรื่องผลประโยชน์แอบแฝง เอาแค่ตั้งแต่หลังยึดอำนาจยังไม่เห็นหน้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงผลประโยชน์ และส่วนตัวรู้จัก พล.อ.ประยุทธ์ อย่างดีว่าไม่ใช่คนที่คิดเรื่องประโยชน์กับใครทั้งนั้น
“เขาคิดเรื่องชาติบ้านเมือง เขาสุจริต ไม่ข้องแวะกับใคร เขาเป็นนายกรัฐมนตรี เขาคบใครที่ไหนล่ะ ไม่ให้ใครพบทั้งนั้น เขาทำงานของเขาไป อาจจะพูดจาไม่ไพเราะเพราะพริ้ง แต่เขามีเอกลักษณ์ในความตั้งใจทำงาน” สุเทพ พูดถึง พล.อ.ประยุทธ์
“คสช.เป็นรัฐบาลเผด็จการที่แปลกที่สุดในโลก คือเป็นเผด็จการที่มีอำนาจเต็ม ในฐานะเป็นรัฏฐาธิปัตย์ แต่พยายามจะทำอะไรแบบประชาธิปไตย เลยทำให้คนสับสนไปหมดว่าไม่ได้สิทธินั้นสิทธินี้ จะเอาสิทธิอะไรในรัฐบาลเผด็จการ ที่ได้พูดได้เขียนแสดงออกมาก็บุญแล้ว ถ้าเป็นเผด็จการอื่นป่านนี้ก็เรียบร้อยแล้ว คุณประยุทธ์ก็แปลก แกมีวิธีของแก แต่ผมไม่ได้สนใจ ผมสนใจเรื่องเดียวว่าขอให้เกิดความสำเร็จกับประเทศก็แล้วกัน”
ปรองดองต้องเน้น ‘ประโยชน์’ ไม่ใช่ ‘ความเท่
สำหรับโจทย์ใหญ่อย่างเรื่องปรองดองนั้น สุเทพ มองว่า ปรองดองต้องคิดกันหลายฝ่าย ใครปรองดองกับใคร หลายคนโลกสวยมาชวนปรองดองตั้งแต่เดินขบวน บอกให้พอแค่นี้แล้วไปปรองดอง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตอนนั้นก็ซัดกลับไปบนเวทีว่าพวก “โลกสวย” อยากเป็นพระเอกเอาพวกนั้นพวกนี้มาจับมือกัน
“ผมไม่ได้โกรธเคืองอะไรกับแกเป็นการส่วนตัว ทั้งหมดนี่คิดเรื่องบ้านเมือง เพราะฉะนั้น ใครก็ตามถ้าคิดจะพูดเรื่องปรองดองให้เอาประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นหลัก ไม่ใช่เอาความเท่เป็นหลัก ถ้าเอาประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นหลักก็ต้องเอาหลักการ มีกฎหมาย คนทำผิดก็ต้องว่าไปตามผิด อย่าปล่อย ไม่ว่าใครต้องเคารพกฎหมาย เหมือนผม มีคดีก็ต้องไปขึ้นศาล ศาลพิจารณาอย่างไรก็ว่าไปตามหลักการ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้หมดทุกคน ได้รับความยุติธรรมเท่าเทียม
...ที่จริงถ้าทุกคนทำตามกฎหมายบ้านเมือง ทำตามหน้าที่ตัวเอง มันก็ไม่เกิดเหตุ ไม่มีอะไรที่ต้องมาสะสาง แต่นี่เพราะหลายคนหลายฝ่ายไม่เคารพกฎเกณฑ์ ไม่เคารพกฎหมาย ทำผิดกฎหมายแล้วมาอ้างว่าเราปรองดองกันนะ อย่าเอาผิดนะ ไม่ได้ เหมือนโกงบ้านโกงเมืองแล้วบอกอย่ามาดำเนินคดีกับผมเลย อย่างนี้ไม่ได้”
ส่วนคำถามว่าหลายคนประเมินว่าอาจไม่มีการเลือกตั้งในปี 2560 ตามโรดแมป สุเทพออกตัวว่าสื่อจะโกรธก็ได้ไม่เป็นไร แต่สื่อมวลชนเองไม่ได้สร้างบรรยากาศสำหรับอนาคตของประเทศเลย เอาเรื่องบ้าๆ บอๆ มาเขียนทุกวัน เขามีโรดแมป คสช. ยืนยันว่าจะทำตามโรดแมป สื่อก็ยังสงสัยตลอดว่าเป็นไปไม่ได้ บ้าไปแล้ว ถ้ามันเกิดขึ้นแล้วถึงค่อยมาว่าไม่ทำตามโรดแมป สื่อมวลชนต้องมีสำนึกของตัวเองบ้างว่าได้ทำอะไรเพื่อบ้านเมืองบ้างไหม ไม่ใช่ทำอะไรเพื่อความสะใจ ความมันของตัวเองเป็นหลัก
“ถามผมว่าเป็นไปได้ไหม ผมว่าเป็นไปได้ โรดแมปเป็นไปตามแนวทางนี้ได้ คือเขียนรัฐธรรมนูญเสร็จ ผ่านกระบวนการไปเลือกตั้ง มันไม่มีรัฐบาลเผด็จการไหนจะอยู่ค้ำฟ้าได้หรอก ผมเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่มีความทะเยอทะยาน ติดยึดอยู่กับอำนาจ ในตำแหน่ง เขามาด้วยจำเป็นต้องมาทำหน้าที่ ทำเสร็จก็กลับบ้าน ผมเชื่อมั่นว่าเขาทำได้ ยกเว้นคนที่สูญเสียอำนาจ คนบ้าทั้งหลายร่วมก่อเหตุร้ายขึ้นมา บ้านเมืองตีกันอีก ต่อไปก็ช่วยไม่ได้”







