
ศูนย์ปราบโกงลุยสอบหัวคิว
ศูนย์ต่อต้านการทุจริตแห่งชาติเดินหน้าตรวจสอบหักหัวคิวรูปหล่ออุทยานราชภักดิ์
ศูนย์ต่อต้านการทุจริตแห่งชาติเดินหน้าตรวจสอบหักหัวคิวรูปหล่ออุทยานราชภักดิ์
นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ในฐานะเลขานุการศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) เปิดเผยว่า ทาง ป.ป.ท.ร่วมกับสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) จะเข้าไปตรวจสอบประเด็นการเรียกรับค่าหัวคิวรูปหล่อบูรพกษัตรย์ในโครงการอุทยานราชภักดิ์ เพราะพบว่าการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์มีการใช้งบประมาณจาก 2 ส่วน คือ จากส่วนราชการ และการบริจาค
ทั้งนี้ เมื่อเป็นงบประมาณของทางราชการ จึงต้องใช้จ่ายในรูปแบบตามระเบียบราชการ แต่พบว่าในขั้นตอนการจัดจ้างมีการหักค่าหัวคิว ซึ่งในทางราชการถือว่าผิดกฎหมาย ศอตช. จึงต้องเข้าไปตรวจสอบประเด็นการเรียกหัวคิวว่าเกิดขึ้นในช่วงใด ที่ไหน และมีพฤติการณ์อย่างไร
“หากฝ่ายเอกชนกระทำโดยพลการ หน่วยราชการที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องต้องแจ้งข้อหาดำเนินคดี และหากผลการตรวจสอบพบว่าเอกชนร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐในการเรียกรับหัวคิวก็จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยเจ้าหน้าที่รัฐที่ร่วมกระทำผิดต้องรับผิดร่วมกับเอกชน” นายประยงค์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ทาง ป.ป.ท.และ สตง.ได้ขอเอกสารหลักฐานไปยังส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้รับเอกสารตอบกลับมาแล้วจาก 3-4 หน่วยงาน และหลังจากนี้จะเร่งรัดการตรวจสอบเอกสารทั้งหมดเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง โดยเฉพาะพฤติการณ์ในการเรียกรับหัวคิว
ด้านพรรคเพื่อไทย ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการที่มีความเป็นกลางและมีความเป็นอิสระเข้ามาตรวจสอบ คู่ขนานไปกับคณะกรรมการตรวจสอบของรัฐบาลและควรจะต้องรับฟังผลการตรวจสอบจากองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่เป็นส่วนสำคัญด้วย เนื่องจากมีบุคคลในรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายเงินที่ไม่โปร่งใสในโครงการนี้ การที่รัฐบาลมอบหมายให้คณะกรรมการตรวจสอบซึ่งเป็นบุคคลที่รัฐบาลหรือ คสช.แต่งตั้งขึ้น อาจจะทำให้ผลการตรวจสอบไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริงและไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน
นอกจากนี้ รัฐบาลต้องให้ผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกองทัพบก และ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ประธานผู้รับผิดชอบโครงการ ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงและรายละเอียดการรับบริจาค และงบประมาณในการก่อสร้างโครงการอุทยานราชภักดิ์ เพื่อความโปร่งใส รวมถึงรัฐบาลและ คสช.ต้องไม่ใช้อำนาจที่มีอยู่เข้าไปขัดขวางการตรวจสอบหรือใช้กฎหมาย เพื่อเป็นเครื่องมือทางการเมือง คุกคาม จับกุมดำเนินคดีผู้ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์และตรวจสอบในเรื่องดังกล่าวเพื่อกลบเกลื่อนข่าวการทุจริต และขณะเดียวกันหากพบว่าบุคคลใดกระทำความผิดกฎหมายชัดเจนก็ควรใช้กระบวนการยุติธรรมตามปกติดำเนินการ
วันเดียวกัน ศาลทหารอนุญาตให้ นายธเนตร อนันตวงษ์ ผู้ต้องหากรณีร่วมโพสต์แผนผังทุจริตอุทยาน ราชภักดิ์เป็นเท็จ กระทำให้ปรากฏแก่ประชาชน เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ประกันตัวในวงเงิน 1 แสนบาท พร้อมมีเงื่่อนไขห้ามเคลื่อนไหวทางการเมืองและห้ามยุยงปลุกปั่น โดยให้รายงานตัวทุก 12 วัน







