
ปัญหาของครอบครัวใหม่
เมื่อมองย้อนกลับไปตอนที่เริ่มสร้างครอบครัวใหม่ๆ เราต่างเผชิญปัญหาสารพัด ยิ่งมีชีวิตน้อยๆ ขึ้นมา
โดย...ซิวซี แซ่ตั้ง
เมื่อมองย้อนกลับไปตอนที่เริ่มสร้างครอบครัวใหม่ๆ เราต่างเผชิญปัญหาสารพัด ยิ่งมีชีวิตน้อยๆ ขึ้นมา ยิ่งมีหน้าที่เพิ่มขึ้น ต้องรับผิดชอบมากขึ้นด้วย ตัวผมเองลำบากมาจนชิน สงสารแต่ชิวบ๊วยที่ต้องทำงานหนักกว่าเดิม ไหนจะต้องเลี้ยงลูก เลี้ยงหมู ทำงานบ้านสารพัดแต่เธอไม่เคยบ่น
หลังจากแต่งงานราว 2 ปี พี่ชายคนโตซึ่งอยู่เมืองไทยนานกว่า 20 ปี มีภาระมากขึ้น เนื่องจากมีลูกเล็กๆ 4 คน และภรรยาป่วยกระเสาะกระแสะ จึงคิดจะกลับไปอยู่ที่เมืองจีนทั้งครอบครัว การ
กลับประเทศจีนของครอบครัวพี่ชายคนโตมีค่าใช้จ่ายสูงมากเป็นหมื่นบาท น้องๆ ที่อยู่เมืองไทยช่วยกันออกเงินช่วยค่าเดินทาง โดยผมกับพี่สองคนออกคนละ 3,000-4,000 บาท และพี่สาวอีก 2 คน คนละ 1,000-2,000 บาท กว่าจะได้ครบก็ใช้เวลาหลายเดือน
ครอบครัวพี่ชายผมไปอยู่เมืองจีนและไม่ได้กลับมาเมืองไทยอีกเลย
งานเลี้ยงลูกอ่อนเป็นเรื่องที่เหนื่อยและหนัก คนที่มีเงินจ้างพี่เลี้ยงคงไม่ค่อยรู้สึกนัก แต่สำหรับครอบครัวเรา ชิวบ๊วยเลี้ยงลูกอ่อนด้วยตัวเอง บางวันที่ลูกงอแงร้องไห้โยเยเธอต้องอุ้มลูกไปด้วยทำงานไปด้วย บางคืนลูกร้องขึ้นมากินนมตอนดึก ง่วงแสนง่วง เหนื่อยแสนเหนื่อยแค่ไหน ก็ต้องลุกมาให้นมลูก ผมมองแล้วยิ่งซึ้งใจในความขยันอดทนของชิวบ๊วย
ผมทำงานโรงงานฟอกหนังมาเรื่อยๆ จนถึงปี พ.ศ. 2494 (ค.ศ. 1951) ตอนนั้นธุรกิจฟอกหนังของผมแทบจะหยุดนิ่ง ในขณะที่โรงงานหลายต่อหลายแห่งต้องปิดตัวตามกันไปเป็นแถว เพราะยุคนั้นเป็นยุคที่ห้ามส่งออกสินค้าประเภทหนังสัตว์ โดยเฉพาะหนังวัวหนังควาย เพราะหนังวัวหนังควายมีค่ามากในต่างประเทศ จนทำให้หนังวัวหนังควายมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 5 บาท
ขณะที่เนื้อวัว เนื้อควาย ราคาแค่ 4 บาท/กิโลกรัม ทำให้มีการขโมยวัวควายกันมากมาย ชาวนาเดือดร้อนไม่มีวัวควายไถนา รัฐบาลจึงแก้ปัญหาด้วยการห้ามส่งหนังวัวหนังควายดิบและหนังฟอกสำเร็จออกสู่ต่างประเทศ ทำให้ธุรกิจฟอกหนังประสบปัญหาซบเซาทันที
คนที่มีทุนน้อยหรือสายป่านสั้นก็ต้องม้วนเสื่อปิดกิจการกันเป็นทิวแถว มีการเบี้ยวไม่จ่ายเงินกันมากมาย ลูกหนี้รายใหญ่เบี้ยวเงินผมไปเป็นจำนวนมากถึง 5,000 บาท ซึ่งเป็นเงินจำนวนไม่น้อยในยุคนั้น เพราะรถยนต์ป้ายแดงคันหนึ่งราคาไม่ถึงหมื่นบาท
เมื่อการค้าที่ทำอยู่ไม่ดี ผมอยู่เฉยไม่ได้ ต้องดิ้นรนมองหาช่องทางทำมาหากิน ตอนนั้นถือว่าสาหัสสากรรจ์มาก ประจวบกับมีคนรู้จักมาชวนให้ไปทำงานกรีดยางที่ภาคใต้ เลยจากเบตงไปประมาณ 40-50 กิโลเมตร ผมไม่คิดมาก ตัดสินใจเดินทางไปทันที แม้ชิวบ๊วยจะพยายามทัดทาน
“ลื้อคิดดีแล้วหรือที่จะไปทำงานที่นั่น มันเสี่ยงมากนะ อั๊วได้ยินว่ามีโจรผู้ร้ายชุกชุม แล้วยังมีอันตรายจากสัตว์ป่าอีก อั๊วเป็นห่วงไม่อยากให้ลื้อไป”
“อั๊วก็ไม่อยากไป แต่มันจำเป็น ตอนนี้ธุรกิจของเรากำลังแย่ ไม่มีรายได้ หนี้สินมีมาก ลูกต้องกินต้องใช้ ไปทำงานได้เงินสักก้อนอั๊วจะรีบกลับ”
ผมรีบตัดบทเพราะไม่อยากให้ชิวบ๊วยพูดมาก คำพูดของชิวบ๊วยอาจทำให้ผมลังเล ใจจริงแล้วผมก็กลัว ไม่อยากไปทำงานในสถานที่ที่มีความเสี่ยงอย่างนั้น ผมรู้แก่ใจดีว่าเส้นทางที่ผมกำลังจะไปนั้นมีอันตรายรออยู่ ห้าสิบกว่าปีที่แล้ว ปี พ.ศ. 2497 อ.เบตง จ.ยะลา ที่ผมไปรับจ้างกรีดยางไม่สงบสุข มีการตายเกิดขึ้นแทบทุกวัน ซึ่งมาจากเสือ... ทั้งเสือที่เป็นคนร้าย และเสือที่เป็นสัตว์ป่าซึ่งชุกชุมมาก
(อ่านต่อฉบับวันเสาร์หน้า)







