
เฟดขึ้นดอกแค่ยกแรก เอเชียรับมรสุมปีหน้า
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
แม้จะเป็นกังวลไม่น้อยกับความเสี่ยงต่อภาวะเงินทุนไหลออก และอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวน แต่การประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และจบยุคสมัย 7 ปีแห่งนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายสุดขีด ก็สร้างความดีใจและโล่งใจให้กับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชียได้ไม่น้อย
เพราะนอกจากจะสะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐแข็งแกร่งขึ้นจริงจนสามารถรองรับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25-0.5% ได้แล้ว ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์บางฝ่ายคาดว่าอาจจะอยู่ที่ 0.1-0.125% ก็ยังเป็นการสร้าง “ความชัดเจนในที่สุด” หลังจากที่เฟดมีประวัติกลับคำพูดไปมาหลายครั้ง จนทำให้ตลาดทุนโลกปั่นป่วนอย่างหนักมาแล้วก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ตาม นี่ก็เป็นความโล่งใจได้แค่เปลาะหนึ่งเท่านั้น เพราะนอกจากได้ความชัดเจนแล้ว ที่เหลือล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยเชิงลบจากการขึ้นดอกเบี้ย อีกทั้งยังเต็มไปด้วยปัจจัยเสี่ยงขนาดใหญ่อีกหลายด้านที่รุมเร้าเอเชีย และกดดันการกำหนดนโยบายการเงินและนโยบายการคลังในปีหน้า 2016
ปัจจัยเสี่ยงประการแรก ย่อมหนีไม่พ้นความเสี่ยงต่อตลาดทุนเอเชีย ทั้งภาวะทุนไหลออก วิกฤตสินเชื่อในสกุลเงินเหรียญสหรัฐ และความผันผวนต่ออัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดในครั้งนี้ แม้ตลาดจะรับรู้สัญญาณและตอบรับล่วงหน้ากันไปเยอะแล้ว แต่ก็ยังมีแนวโน้มที่จะเกิดผลตามมาได้อีกเยอะ
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาสิ้นสุดวันที่ 9 ธ.ค. มีรายงานการไหลออกของทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง โดยซิตี้กรุ๊ป รายงานว่า นักลงทุนสถาบันได้เทขายสุทธิในตลาดทุนเอเชียถึง 2,300 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8.3 หมื่นล้านบาท) นำโดยเกาหลีใต้ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.6 หมื่นล้านบาท) ไต้หวัน 733 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.64 หมื่นล้านบาท) และอินเดีย 388 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.4 หมื่นล้านบาท)
ธนาคารเพื่อการชำระเงินระหว่างประเทศ (บีไอเอส) เตือนว่า ภาวะทุนไหลออกจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่งวดนี้อาจแรงแซงหน้าช่วงที่เฟดส่งสัญญาณเลิก-ไม่เลิกมาตรการคิวอี (Taper Tantrum) ในปี 2013 ที่เกิดทุนไหลออกมหาศาล โดยระบุว่าการเปลี่ยนแปลงของส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างดัชนีพันธบัตรของตลาดเกิดใหม่ กับพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปีในครั้งนี้ น่าห่วงกว่าเมื่อ 2 ปีก่อน
สอดรับกับคำเตือนของสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (ไอไอเอฟ) ที่คาดว่า ปี 2015 อาจเป็นปีแรกในรอบ 27 ปี ที่ตลาดเกิดใหม่มีสถานะเงินทุนไหลออกสุทธิ โดยคาดว่าจะมีทุนไหลออกในปีนี้รวม 5.41 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 19.5 ล้านล้านบาท)
ทั้งนี้ คำเตือนจากแบงก์ต่างชาติอาจเป็นความตื่นตระหนกมากเกินไป เนื่องจากสถานการณ์ทางการคลังของหลายประเทศในเอเชียดีกว่าเมื่อ 2 ปีก่อน เช่น ประเทศไทยเราเองที่พ้นจากปัญหาการขาดดุลซ้อน ทั้งการขาดดุลงบประมาณและดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งปัญหาทางด้านพื้นฐานทางการคลังทำให้สะเทือนความเชื่อมั่นของต่างชาติ ต่างจากในครั้งนี้ที่ส่วนใหญ่แล้วจะเผชิญปัญหาเศรษฐกิจซบเซาซึ่งก็เป็นกันทั่วโลก
ขณะที่ธนาคารกลางหลายชาติในเอเชีย ก็เตรียมพร้อมรับมือกับเฟดมานานแล้ว เช่น ธนาคารกลางอินเดีย ที่นำโดยผู้ว่าการ รากุราม ราจัน อดีตนักเศรษฐศาสตร์มือดีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ก็ได้เตรียมพร้อมด้านสภาพคล่องตุนเอาไว้เต็มที่ เพื่อรับมือกับทุนไหลออกที่จะตามมาอีก
อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ของเจพี มอร์แกน ในญี่ปุ่น ให้มุมมองกับเอพีไว้ว่า นอกเหนือจากผลกระทบด้านตลาดเงิน-ตลาดทุนแล้ว ในภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงเอเชียก็ยังเผชิญความผันผวนอีกมาก โดยเฉพาะประเด็น “เศรษฐกิจจีนที่ซบเซา” “ราคาน้ำมันโลกขาลง” และ “หนี้ภาคเอกชนที่พุ่งสูง”
การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดทั้งระดับ 0.25-0.5% ในปีนี้ และคาดว่าจะไปจบสิ้นปี 2016 ที่ 1.375% จะส่งผลตามมาทันทีต่อภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการกู้ยืมในสกุลเงินเหรียญสหรัฐของภาคเอกชนในเอเชียที่เพิ่มขึ้นมากในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ท่ามกลางการปล่อยสภาพคล่องมหาศาลกว่า 3.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 133 ล้านล้านบาท) จากมาตรการคิวอีของเฟด
บีไอเอส เปิดเผยว่า การปล่อยสินเชื่อสกุลเงินเหรียญสหรัฐให้กับสถาบันการเงินนอกสหรัฐในช่วงสิ้นสุดไตรมาส 2 ที่ผ่านมา อยู่ที่ 9.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในจำนวนนี้เป็นการปล่อยให้กับกลุ่มตลาดเกิดใหม่ 3.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งในบางประเทศนั้นมีอัตราการกู้ยืมสูงกว่าช่วงปี 2009 ถึง 2 เท่า จึงถือเป็นระดับที่น่าจับตาอย่างยิ่ง
แอนดรูว์ ทิลตัน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของโกลด์แมน แซคส์ ให้มุมมองกับซีเอ็นบีซี ว่า การใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้หลายประเทศในเอเชียมีการก่อหนี้เพิ่มขึ้นมากอย่างน่าห่วง โดยเฉพาะจีน มาเลเซีย และไทย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง
หลังจากนี้ตลาดเครดิตสกุลเงินเหรียญสหรัฐจะตึงตัวขึ้น เพราะเงินถูกดูดกลับไปยังสหรัฐ ทำให้ต้องมีการระดมทุนในตลาดภายในประเทศ ซึ่งหากตลาดมีความพร้อมไม่เพียงพอเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ก็อาจส่งผลกระทบตามมาได้ แม้ว่าจะไม่รุนแรงเหมือนกับวิกฤตการณ์ค่าเงินเอเชียเมื่อปี 1997 ก็ตาม เนื่องจากการก่อหนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากภาคสถาบันการเงิน
สำหรับสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกขาลง ก็ยังถือเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญของเอเชียด้วย เนื่องจากส่งผลกระทบโดยตรงต่อหลายประเทศที่ส่งออกน้ำมัน สินค้าโภคภัณฑ์ และสินค้าเกษตร เช่น อินโดนีเซียและมาเลเซีย ซึ่งปัญหาดังกล่าวได้ฉุดค่าเงินของทั้งสองประเทศให้อ่อนค่าลงแล้วในปีนี้ถึง 11.8% และ 19.2% ตามลำดับ และยังมีแนวโน้มจะแย่ลงต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้าตามทิศทางราคาน้ำมัน
และสำหรับความเสี่ยงสำคัญที่สุดย่อมหนีไม่พ้นผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจจีน ที่เป็นคู่ค้าหลักและผู้บริโภคสินค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่ ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักต่างคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจีนอาจขยายตัวได้เพียง 6.5% เท่านั้นในปีหน้า ขณะที่ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) เองก็ออกมาส่งสัญญาณยอมรับกลายๆ ถึงทิศทางปีหน้าที่แย่ลง โดยคาดการณ์ว่าจะขยายตัวได้ 6.8% ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 6.5%
พีบีโอซีจะมีการเคลื่อนไหวถี่เป็นพิเศษในช่วงปลายปีนี้ โดยการลดค่ากลางเงินหยวนต่ำสุดในรอบ 4 ปี เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งเพื่อหนุนภาคการส่งออกและเตรียมรับมือกับความผันผวนในตลาดทุนที่จะตามมา และล่าสุดเมื่อวานนี้ ยังได้ปรับลดค่ากลางเงินหยวนรอบใหม่อีกครั้ง เป็นระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปีครึ่งอีกด้วย
จึงไม่น่าแปลกใจที่ธนาคารกลางหลายแห่งจะมีมาตรการรับมือออกมาทันทีภายหลังเฟดขยับดอกเบี้ย ทั้งธนาคารกลางไต้หวันที่ลดดอกเบี้ยทันทีโดยไม่ขอรอประเมินสถานการณ์ช่วงไตรมาสแรกปีหน้า เนื่องจากการค้าที่ย่ำแย่เกินคาด หรือฮ่องกงและกลุ่มประเทศตะวันออกกลางที่ขึ้นดอกเบี้ยตามเฟด เนื่องจากนโยบายตรึงค่าเงินกับเงินเหรียญสหรัฐ ที่ทำให้ตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยตามไม่ยากนัก
ทว่า สำหรับอีกหลายประเทศที่ต้องพิจารณาปัจจัยรอบด้านทั้งตลาดทุนและภาคเศรษฐกิจจริง นโยบายการเงิน-การคลัง ปี 2016 จึงนับเป็นเรื่องยากที่ต้องคิดให้มากก่อนตัดสินใจกันอีกครั้งในต้นปีหน้า







