
ปปช.ชุดใหม่ ภารกิจร้อน เขย่าศรัทธา
ภารกิจของ ป.ป.ช.นับจากนี้ เป็นประเด็นที่ต้องจับตากันอย่างใกล้ชิด เพราะมีคดีที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอำนาจเก่าและกลุ่มอำนาจปัจจุบันที่อยู่ในมือเป็นจำนวนมาก
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ถือเป็นหนึ่งในองค์กรอิสระที่มีบทบาทในทางการเมืองพอสมควร โดยเฉพาะในช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ว่าจะเป็นการพิจารณาคดีโครงการรับจำนำข้าว ทั้งในส่วนของการถอดถอนและการดำเนินคดีอาญา ไปจนถึงคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เกี่ยวกับที่มาของ สว.โดยมิชอบ ซึ่งแต่ละคดีล้วนเป็นจุดเปลี่ยนของการเมืองไทยแทบทั้งสิ้น
มาในปัจจุบันนี้ ป.ป.ช.ได้มาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อมีกรรมการ ป.ป.ช. จำนวน 5 คน ต้องพ้นจากตำแหน่ง ประกอบด้วย ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ วิชา มหาคุณ วิชัย วิวิตเสวี ภักดี โพธิศิริ และ ประสาท พงษ์ศิวาภัย
เท่ากับว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดที่แต่งตั้งโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ตั้งแต่เมื่อปี 2549 ได้สิ้นสุดการทำหน้าที่หมดทุกคนแล้ว โดยกรรมการ ป.ป.ช. 4 คนที่เหลืออยู่ คือ ปรีชา เลิศกมลมาศ พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง ณรงค์ รัฐอมฤต และ สุภา ปิยะจิตติ ไม่ได้มาจากการแต่งตั้งของ คมช. แต่มาจากการสรรหาตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2554
สำหรับกรรมการ ป.ป.ช.ป้ายแดง จำนวน 5 คน นับว่าล้วนเป็นบุคคลที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก ได้แก่ พล.อ.บุณยวัจน์ เครือหงส์ วิทยา อาคมพิทักษ์ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ สุวณา สุวรรณจูฑะ และ สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “พล.ต.อ.วัชรพล” ที่ได้ตำแหน่งประธาน ป.ป.ช.คนใหม่ทันที ภายหลังที่ประชุม ป.ป.ช.มีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 สนับสนุนเมื่อวันที่ 15 ธ.ค.ที่ผ่านมา
การลอยลำมาในตำแหน่งประมุข ป.ป.ช.ของ “บิ๊กกุ้ย” เป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง
ด้านหนึ่งอาจเป็นเพราะเพิ่งเข้าทำหน้าที่ได้ไม่นาน ประกอบกับกรรมการ ป.ป.ช.ที่มีอยู่เดิม 4 คน ก็ล้วนมีความอาวุโสพอสมควร อย่าง “ปรีชา” ซึ่งถือว่าเป็นผู้ที่ได้รับการคาดหมายตั้งแต่แรกว่าจะได้ขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งของ ป.ป.ช.เพราะเป็นลูกหม้อของ ป.ป.ช. และมีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการไต่สวน แต่สุดท้ายต้องพ่ายให้กับ พล.ต.อ.วัชรพล ไปโดยปริยาย
มองในภาพรวมแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช.ยุคใหม่มีความแนบแน่นกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แบบมีนัยสำคัญ
โฟกัสไปที่ พล.ต.อ.วัชรพล เพราะก่อนจะเข้ามาใน ป.ป.ช.นั้นได้ทำหน้าที่เป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองให้กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม อีกทั้ง คสช.ยังเคยแต่งตั้งให้ไปรักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติด้วย
เช่นเดียวกับ “สุวณา” อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ด้วยการเป็นผู้หญิงคนแรกที่ขึ้นมานั่งเก้าอี้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในยุคที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา เป็น รมว.ยุติธรรม
แต่เหนื่ออื่นใด ภารกิจของ ป.ป.ช.นับจากนี้ต่างหากที่กำลังเป็นประเด็นที่ต้องจับตากันอย่างใกล้ชิด เพราะมีคดีที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอำนาจเก่าและกลุ่มอำนาจปัจจุบันที่อยู่ในมือ ป.ป.ช.เป็นจำนวนมาก
อาทิ คดีการจ่ายเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทางการเมืองระหว่างปี 2548-2553 ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คดีโครงการประกันราคาข้าว รวมทั้งคดีการก่อสร้างสถานีตำรวจในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือแม้แต่การก่อสร้างโครงการอุทยานราชภักดิ์ ซึ่งเพิ่งมีกลุ่มภาคประชาชนไปยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.เมื่อไม่นานมานี้ เป็นต้น
คดีเหล่านี้กำลังเป็นความท้าทายของ ป.ป.ช. เพราะการเร่งหรือไม่เร่งดำเนินการกับคดีใดคดีหนึ่ง ย่อมถูกเพ่งเล็งอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
กล่าวคือ ถ้า ป.ป.ช.ดำเนินคดีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้เร็ว แต่กลับดำเนินการกับคดีของรัฐบาลอภิสิทธิ์ล่าช้า แน่นอนว่า ป.ป.ช.ต้องเจอกับแรงกดดันอีกครั้ง เนื่องจากหลายคดีของรัฐบาลอภิสิทธิ์อยู่ในสารบบของ ป.ป.ช.มาเป็นเวลานาน แต่กลับยังไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าผิดหรือถูก
หรือหาก ป.ป.ช.นิ่งเฉยต่อคดีการก่อสร้างโครงการอุทยานราชภักดิ์ ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของประชาชน แทบไม่ต้องบอกว่าพลังศรัทธาของสังคมที่มีต่อ ป.ป.ช.จะถูกสั่นคลอนจากบางฝ่ายขนาดไหน หนำซ้ำจะเป็นการตอกย้ำว่า ป.ป.ช.ชุดนี้คือ องครักษ์พิทักษ์ คสช. เนื่องจาก ป.ป.ช.มีเวลาการทำงานถึง 9 ปี (เว้นแต่ใครจะมีอายุครบ 70 ปีก่อนก็ต้องพ้นจากตำแหน่ง) ซึ่งคาบเกี่ยวระหว่างการเปลี่ยนผ่านอำนาจจาก คสช.ไปสู่การเลือกตั้ง
ความท้าทายที่ว่ามานี้เป็นเรื่องสำคัญ ถ้า ป.ป.ช.ก้าวพลาดขึ้นมาเมื่อไหร่ โอกาสที่ ป.ป.ช.ชุดนี้จะเผชิญกับวิกฤตศรัทธาเหมือนกับ ป.ป.ช.ชุดที่ขึ้นเงินเดือนให้กับตัวเองเมื่อปี 2548 ย่อมมีความเป็นไปได้สูง







