
โค้งสุดท้าย กนง. มีแต่เหตุผลต้องคงดอกเบี้ย
การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 16 ธ.ค.นี้ จะเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายของปีนี้ มีการคาดการณ์โน้มเอียงว่า กนง.จะมีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.5% เช่นเดิม
การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 16 ธ.ค.นี้ จะเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายของปีนี้ มีการคาดการณ์โน้มเอียงว่า กนง.จะมีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.5% เช่นเดิม
สาเหตุที่ให้น้ำหนักว่า กนง.น่าจะเลือกหนทางการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่เดิมนั้นมาจากปัจจัยสนับสนุนคืออัตราเงินเฟ้อต่ำจากราคาน้ำมัน ทำให้สามารถผ่อนคลายระดับอัตราดอกเบี้ยลงเพิ่มเติมได้ แต่ถ้า
จับสัญญาณในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผู้ทำหน้าที่ดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินยังห่วงปัญหาการออมของประเทศที่ต่ำ ขณะเดียวกัน ธปท.ก็กังวลต่อการก่อหนี้เพิ่ม หากลดดอกเบี้ยต่ำลงไปอีกคนอาจจะก่อหนี้เพิ่มได้ จากปัจจุบันระดับหนี้ครัวเรือนต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ก็อยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว
นอกจากนี้ การใช้นโยบายดอกเบี้ยกระตุ้นเศรษฐกิจอาจจะไม่ได้ผลมากนัก สู้เก็บกระสุนไว้ใช้ในยามจำเป็นจะดีกว่า เพราะถึงลดดอกเบี้ยไปก็อาจไม่ได้ช่วยให้เกิดการบริโภคหรือลงทุนเพิ่มมากนัก เนื่องจากภาวะที่คนขาดความเชื่อมั่นเช่นนี้ การใช้นโยบายการคลังมากระตุ้น ใช้มาตรการภาครัฐน่าจะได้ผลที่ดีกว่า อีกอย่างระดับดอกเบี้ยในปัจจุบันก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
และการดำเนินนโยบายการเงินไทยไม่ควรสวนกระแสโลก เพราะอาจเกิดภาวะเงินทุนไหลออกที่รุนแรงจนกระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจได้ เพราะหากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขึ้นดอกเบี้ย แต่ไทยมาสวนทางลดดอกเบี้ย อาจทำให้นักลงทุนในตลาดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยไปในทางที่แย่ลงมาก และอาจตัดสินใจทิ้งการลงทุนและนำเงินออกจากไทยได้
เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า สถานการณ์เศรษฐกิจเช่นนี้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องผ่อนคลายการดำเนินนโยบายการเงินเพิ่มเติม เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2559 มีแนวโน้มฟื้นตัวได้จากมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลอยู่แล้ว
ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยมีสัญญาณฟื้นตัวได้ดีขึ้นบ้างแล้ว เห็นได้จากเครื่องชี้ด้านการลงทุนก็เพิ่มขึ้น และในช่วงข้างหน้ามาตรการรัฐบาลหรือนโยบายการคลังน่าจะทำงานได้มากขึ้น โดยรัฐบาลได้เตรียมอนุมัติโครงการเร่งด่วน 20 โครงการ มีมูลค่าประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท ทำให้จะมีเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ บวกกับรัฐบาลยังมีมาตรการกระตุ้นอื่นๆ ออกมาอีก เช่น การเพิ่มสภาพคล่องให้บุคคลเพิ่มเติม รวมถึงสภาพคล่องของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี
อย่างไรก็ดี ปัจจัยต่างประเทศที่มีผลในการพิจารณานโยบายดอกเบี้ย คือ การประชุมของเฟดในวันที่ 15-16 ธ.ค.นี้ มีแนวโน้มเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยจากปัจจุบันที่ใกล้ 0% และอาจทยอยปรับขึ้นไปอย่างต่อเนื่องตามแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐที่ดีขึ้น แต่ไทยกลับจะมาปรับลดดอกเบี้ยนั้น อาจทำให้ตลาดมองว่าไทยตั้งใจทำให้ค่าเงินบาทอ่อนหรือไม่ หรืออาจจะมองว่าเศรษฐกิจไทยเลวร้ายกว่าความเป็นจริง ซึ่งอาจจะทำให้เงินไหลออกจากประเทศไทยอย่างรุนแรงได้
“ถ้าเรายังลดดอกเบี้ยลง ตลาดอาจตั้งคำถามว่าเราต้องการทำสงครามค่าเงิน ทำให้เงินบาทอ่อนหรือไม่ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น เงินบาทอาจจะอ่อนค่าลงไปมากกว่าที่เราอยากให้อ่อน และเงินทุนอาจไหลออกรุนแรง เพราะตลาดจะตีเจตนาการลดดอกเบี้ยไปต่างๆ นานาได้ ซึ่งการที่เงินบาทอ่อนค่าลงแรงๆ อาจจะดีต่อการส่งออกไทยที่กำลังชะลอ แต่อย่าลืมว่าอีกด้านอย่างเช่นผู้ส่งออกจะลำบากมาก และยิ่งในปีหน้าที่ไทยจะเร่งการลงทุน ซึ่งอาจนำเข้าเครื่องจักรอุปกรณ์ต่างๆ มากขึ้น ก็อาจจะกระทบโครงการลงทุนของรัฐได้” เชาว์ ระบุ
นอกจากนี้ เชาว์ยังมองว่าการลดดอกเบี้ยถึงจะดีต่อส่งออก ทำให้ต้นทุนการเงินของภาครัฐลดลง แต่การที่ดอกเบี้ยต่ำอาจเป็นการส่งเสริมให้คนก่อหนี้เพิ่มได้ ซึ่งในเรื่องนี้ ธปท.เองก็มีความกังวลอยู่พอสมควร ดังนั้นการดำเนินนโยบายการเงินที่เน้นการดูแลเสถียรภาพโดยรวมไม่น่าจะเลือกช่องทางการทำนโยบายเพื่อส่งเสริมด้านใดด้านหนี่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งของเศรษฐกิจแน่
สอดคล้องกับการประเมินของศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี (TMB Analytics) ที่ระบุว่า รอบนี้ กนง.น่าจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.5% หลังจากที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมจะมีแนวโน้มเป็นขาขึ้น ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย หลังเศรษฐกิจผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วไปช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา และผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ออกไปก่อนหน้านี้จะค่อยๆ ทยอยแสดงประสิทธิผล ส่งผลให้อุปสงค์หรือความต้องการใช้จ่ายในประเทศซึ่งเป็นปัจจัยถ่วงในปีนี้มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น
และเนื่องจากนโยบายการเงินโดยรวมยังอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายเพียงพอ ค่าเงินบาทยังมีทิศทางอ่อนค่า ช่วยเกื้อหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ บวกกับการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอาจไม่สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากนัก และส่วนหนึ่งเพราะเศรษฐกิจไทยได้ฟื้นตัวพ้นจุดต่ำสุดไปแล้วเมื่อในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา สะท้อนผ่านจากตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3 ซึ่งขยายตัวได้กว่า 2.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำให้ กนง.ยังสามารถรอประเมินข้อมูลเศรษฐกิจได้ ก่อนจะตัดสินใจดำเนินนโยบายดอกเบี้ยไปในทิศทางใดต่อไป
จากภาพมุมมองเหล่านี้ทำให้พอจะคาดการณ์ได้ว่าการประชุม กนง.โค้งสุดท้ายของปีนี้น่าจะเห็นการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.5% แน่นอนแล้ว







