posttoday
หนุน 'หมอตู่' ผ่าตัด 'เนื้อร้าย' รัฐวิสาหกิจ

หนุน 'หมอตู่' ผ่าตัด 'เนื้อร้าย' รัฐวิสาหกิจ

15 ธันวาคม 2558

โดย...ไพรัช วรปาณิ กรรมการอัยการ

โดย...ไพรัช วรปาณิ กรรมการอัยการ

จากพาดหัวข่าวตัวไม้...“บิ๊กตู่” สั่งเอาจริง ฟัน 7 รัฐวิสาหกิจ ถ้ายังย่ำแย่ เจอแน่ใบแดง ทั้งนี้ เนื่องจากรัฐวิสาหกิจทั้ง 7 แห่ง บริหารงานไร้ประสิทธิภาพ ผลประกอบการย่ำแย่ ขาดทุนมาตลอด หนี้สินล้นพ้นตัว นับเป็น “เนื้อร้าย” ที่กัดกร่อน Constitution ของประเทศมาเป็นเวลาช้านาน ทว่าไม่มีรัฐบาลไหน (ที่ผ่านมา) กล้าเข้าไปแตะต้อง เพราะเมื่อเข้าไปตรวจสอบครั้งใด แต่ละแห่งเจอแต่...ปฏิกูล! 

อันที่จริง รัฐวิสาหกิจเหล่านี้น่าจักต้องมีการผ่าตัดอย่างจริงจังจากรัฐบาลที่ผ่านมาเป็นเวลานานแล้ว แต่ก็ไม่มีใครกล้าหาญเข้าไปกระทำการแก้ไขอย่างจริงจัง กระทั่งมารัฐบาลยุคนี้ จึงได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาเพื่อแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม และได้ขีดเส้นตายให้ดำเนินการตามแผนแก้ไขปัญหาองค์กรให้ได้ตามที่กำหนดโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ได้ลั่นวาจาสิทธิ์ขีดเส้นแจกใบเหลือง-ใบแดง อย่างเด็ดเดี่ยวโดยมอบให้ คนร.ประเมินผลดำเนินงาน 2 ระยะ ในระยะแรกคือ สิ้นเดือน ธ.ค. 2558 จะให้ใบเหลือง และสิ้นเดือน มี.ค. 2559 ก็จะแจกใบแดงแน่นอน

งานนี้ ถ้าบรรลุผลก็ต้องยกให้เป็น Fortune favours the brave “ผู้กล้าฟ้าประทาน” เลยล่ะ!

Shakespeare นักคิดนักเขียนชื่อดังของโลก ได้กล่าวไว้ว่า “Strong reason makes Strong actions ; Simple duty hath no place for fear.” เมื่อได้พิจารณาถึงหลักการและเหตุผลเป็นที่ถูกต้องชอบธรรมแล้ว ก็ต้องกระทำการหรือปฏิบัติหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์โดยมิต้องเกรงกลัวต่อสิ่งใด

การที่ “หมอตู่” ใช้โอกาสอันเหมาะสมซึ่งมีอำนาจอยู่เต็มอัตราในขณะนี้ ลงมือผ่าตัดเนื้อร้ายดังกล่าวอย่างมุ่งมั่นจริงจัง เพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศเดินหน้าตามเป้าหมาย จึงเป็นภาระหน้าที่อัน “ศักดิ์สิทธิ์” ที่พึงต้องทำให้สำเร็จให้จงได้! เพราะผู้คนทั้งประเทศกำลังจับตาเฝ้ามองอยู่อย่างไม่กะพริบตา และพร้อมที่จะปรบมือส่งเสียงแซ่ซ้องให้ดังไปทั่วทิศ

ฉะนั้น หากไม่ฉวยจังหวะที่มี “มีดกายสิทธิ์” อยู่ในมือนี้กระทำการผ่าตัดให้สำเร็จ...ก็อาจจะพลาดโอกาสทองในการเป็น “A Good Workman” ไปอย่างน่าเสียดาย!

รัฐวิสาหกิจที่กำลังจะถูกการผ่าตัดคือ...

1.ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) โดยมีมติให้หาพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญการเข้ามาร่วมลงทุน เพื่อบริหารจัดการองค์กรอย่างมืออาชีพและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน โดยให้กระทรวงการคลังถือหุ้นต่อไป ส่วนการบริหารหนี้ด้อยคุณภาพให้โอนไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) และให้รายงานความคืบหน้าให้ คนร.ทราบภายในสองเดือน

ทั้งนี้ หากไปดูงบการเงินของ ธอท.ยังพบว่า ธนาคารยังมีความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงติดลบ 13.23% ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานและกฎกระทรวงว่าด้วยการดำรงเงินกองทุนของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2547 ที่กำหนดให้ธนาคารต้องดำรงสัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงไม่น้อยกว่า 8.5% เป็นอย่างต่ำ

จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลและ คสช.จำต้องทำการสอบสวนในเชิงลึกว่า การเกิดหนี้เน่ามาจากใบสั่งปล่อยกู้ของนักการเมืองคนใดหรือไม่? ต้องติดตามเอามาลงโทษให้เพื่อเป็นตัวอย่าง

2.บริษัท การบินไทย แม้ล่าสุดได้ตั้งความหวังไว้ที่ จรัมพร โชติกเสถียร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาการประกอบการให้ดีขึ้น แต่ทว่าจากการเปิดเผยผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปี 2558 (ม.ค.-ก.ย. ปรากฏว่า บริษัทขาดทุนรวมสุทธิ 1.81 หมื่นล้านบาท ซึ่งยังผลให้บอร์ดบริษัทมีมติเมื่อวันที่ 11 พ.ย.ศกนี้ ต้องทำการปรับลดเงินเดือนระดับรองกรรมการผู้จัดการใหญ่จำนวน 6 คนลง 10% ในเดือนที่ผลประกอบการติดลบ แต่ยังคาดหวังจะปฏิรูปโดยใช้เวลา 2 ปี (2558-2559) บริษัทจะกลับมาทำกำไรได้อีกครั้งได้หรือไม่? อย่ากะพริบตา!

3.การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้มีมติให้จัดทำแผนพัฒนาที่ดินที่ไม่ใช้ในการเดินรถและจัดส่งข้อมูลให้ คนร.ในเดือน พ.ย.นี้ เพื่อพลิกสถานะจากขาดทุนมาเป็นกำไร...คงต้องติดตามดูกันต่อไป

4.องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) จะแก้ปัญหาในการจัดทำแผนเพิ่มรายได้ และลดรายจ่าย เพื่อส่งให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาแล้วส่งต่อให้ คนร.ในเดือน พ.ย.นี้ทันหรือไม่? ยังไม่มั่นใจ ตลอดจนเรื่องการซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน ที่ค้างเติ่งอยู่ว่าจะสรุปเอาหรือไม่ ยังเป็นปัญหาอยู่ไม่จบสิ้น น่าเป็นห่วงอยู่ว่าจะพ้นใบเหลืองหรือไม่?

5.ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.)ผู้บริหารได้ระดมสมองจัดทำแผนได้เข้าตากรรมการระดับหนึ่ง แต่ก็เป็นสิ่งที่น่าเสียดายที่ ธพว.ไม่ได้ใช้ศักยภาพช่วยวิสาหกิจขนาดกลางหรือย่อมได้ตามเป้าหมายเท่าที่ควร ซึ่งต่างกับ SME ของประเทศเกาหลีใต้ทำประสบความสำเร็จในเรื่องนี้อย่างโดดเด่น

6.บริษัท ทีโอที ซึ่งประสบผลขาดทุนมาตลอดทั้งที่กระทรวงไอซีทีได้ดำเนินการช่วยเหลือมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นปัญหาคลื่นความถี่ หรือระบบการบริหารต่างๆ ล้วนต้องดำเนินการแก้ไขทั้งสิ้น โดยเฉพาะปัญหารายรับที่ขาดไปแต่รายจ่ายก็ไม่สามารถลดลงได้ ซึ่งเป็นปัญหาที่น่าหนักใจ

7.บริษัท กสท โทรคมนาคม ซึ่งรัฐโดยกระทรวงไอซีที ผู้มีหน้าที่กำกับดูแลกำลังติดตามช่วยแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องการใช้ประโยชน์ทรัพย์สิน ทั้งทีโอที และ กสทฯ ในประเด็นปัญหาข้อพิพาทด้วยการสั่งการให้รีบหาข้อยุติเรื่องเสาโทรคมนาคมกับเอกชน ตลอดจนการกำหนดทิศทางให้สอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลของรัฐบาลปัจจุบัน

ทั้งนี้ ผู้เขียนอยากจะได้เห็นรัฐบาลใช้ความแข็งแกร่งและศักยภาพที่มีอยู่ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ใช้“มีดกายสิทธิ์” ผ่าตัดเนื้อร้ายที่กัดกร่อนความเจริญของประเทศออกไปอย่างจริงจังเสียที เพื่อขับเคลื่อนประเทศให้เดินต่อไปได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ อันจะเป็นคุณต่อทั้งระบบการเงิน-เศรษฐกิจของประเทศชาติในที่สุด

เป็นที่น่าสังเกตว่า เมื่อซีอีโอผู้รับผิดชอบการบริหารทั้ง 7 แห่ง ถูกประเมินว่าบริหารไร้ประสิทธิภาพทำให้รัฐวิสาหกิจนั้นๆ ย่ำแย่ จนถูกแจกใบเหลืองหรือใบแดงจากรัฐบาล “บิ๊กตู่” แล้ว ผู้บริหารเหล่านั้นจะต้องรับผิดชอบอย่างไรบ้าง? มิฉะนั้นก็จะเข้าอีหรอบเดิมคือ...รู้จักแต่รับ “ความชอบ” สำหรับ “ความผิด” ไม่ต้องรับเลย... กระนั้นหรือ?!

ต่อข้อสังเกตดังกล่าวนี้ สมัคร เจียมบุรเศรษฐ์ ผู้ประพันธ์หนังสือ “นักบริหารมืออาชีพ” อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. 2 สมัย และนายกสมาคมธุรกิจเงินทุนและหลักทรัพย์ ได้กล่าวถึงระบบการบริหารรัฐวิสาหกิจของไทย ด้วยความละเหี่ยใจว่า โดยหลักแล้วผู้ที่จะเข้ามาเป็นซีอีโอรับหน้าที่บริหารรัฐวิสาหกิจ ต้องเป็นคนมี “กึ๋น” จริงๆ โดยเฉพาะระบบการบริหารรัฐวิสาหกิจในต่างประเทศ

ผู้บริหารจะต้องกำหนดเป้าหมายการทำงานอย่างเป็นระบบ สามารถคาดหวังผลประกอบการตามที่วางเป้าไว้ได้อย่างแม่นยำชัดเจน และเกิดประสิทธิผลเป็นรูปธรรม ผลการปฏิบัติงานในแต่ละไตรมาสจะต้องเปิดเผยแถลงต่อผู้นำรัฐบาลและประชาชนให้ได้ทราบในทุกๆ 3 เดือน ซึ่งทำกันอย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

ถ้าหากปรากฏว่าซีอีโอคนใดไร้ประสิทธิภาพ ผลประกอบการย่ำแย่ เขาจะไม่ปล่อยไว้ให้กินเงินเดือนสูงๆ ฟรีๆ สบายๆ อย่างแน่นอน ในทันใดที่รู้ผลการบริหารผิดพลาดจากการประเมิน ผู้มีหน้าที่ประเมินหรือผู้เกี่ยวข้องจะเข้าดำเนินการแก้ไขอย่าง
ทันท่วงที ไม่ปล่อยรัฐวิสาหกิจนั้น “เน่า” หรือ “เจ๊ง” แล้วค่อยมาจัดการ ซึ่งอาจสายเกินแก้ และเมื่อหลังจากบอร์ดมีมติให้ออกจากตำแหน่งแล้ว ยังอาจถูกพิจารณาให้ชดใช้ค่าเสียหายตามควรแก่กรณีอีกด้วย

ต่างกับบ้านเรา ผู้เข้ามารับเป็นซีอีโอ (โดยเส้นสายหรือไม่? สุดจะเดา) จะเรียกร้องเงินเดือนสูงๆ ไว้ก่อน เดือนละหลายแสนบาท ครั้นบริหารผิดพลาด ทำให้รัฐวิสาหกิจนั้นขาดทุนเพิ่มขึ้นไปอีก เนื่องจากการบริหารไร้ประสิทธิภาพ ผลประกอบการไม่เป็นไปตามเป้าดังที่คุยไว้ จนกระทั่งถูกบอร์ดพิจารณาเชิญออกจากตำแหน่งในที่สุด

แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีการบังคับให้ผู้บริหารที่บกพร่องรายใด ต้องรับผิดชอบแต่อย่างไร ดังนี้ แทนที่ซีอีโอผู้นั้นจะต้องละอายแก่ใจ ตรงกันข้ามกลับมาเรียกร้องค่าชดเชยจากรัฐเสียอีก ซึ่งบางกรณี รัฐหรือหน่วยงานนั้นๆ ต้องนำเงินซึ่งเป็นภาษีของประชาชนไปชดใช้ “เป็นค่าโง่” ให้แก่นักบริหารห่วยๆ ซึ่งไร้ประสิทธิภาพเหล่านั้น ทั้งที่ถูกเชิญให้ออกจากตำแหน่งโดยมติบอร์ดแล้วอยู่บ่อยครั้ง

น่าเสียดาย “เงิน” แทนประชาชนตาดำๆ และประเทศชาติ...มั้ยล่ะครับ?!

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท