
คสช. กับพระปฐมบรมราชโองการ (2)
ความสำเร็จชัดเจนประการหนึ่งของโครงการบัตรทองที่บริหารโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) คือการบริหารอย่างมีประสิทธิภาพสูงยิ่ง หลักฐานชัดเจนในเรื่องนี้คือ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 สปสช. ใช้เงินเพียง 1.2 แสนล้านบาท ดูแลประชากรได้ถึง 48 ล้านคน ขณะที่สวัสดิการข้าราชการภายใต้การดูแลของกรมบัญชีกลางใช้เงินกว่า 6 หมื่นล้านบาท ดูแลประชากรราวเกือบ 5 ล้านคนเท่านั้น สปสช. จึงใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพสูงกว่ากรมบัญชีกลางถึง 5 เท่า
ความสำเร็จชัดเจนประการหนึ่งของโครงการบัตรทองที่บริหารโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) คือการบริหารอย่างมีประสิทธิภาพสูงยิ่ง หลักฐานชัดเจนในเรื่องนี้คือ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 สปสช. ใช้เงินเพียง 1.2 แสนล้านบาท ดูแลประชากรได้ถึง 48 ล้านคน ขณะที่สวัสดิการข้าราชการภายใต้การดูแลของกรมบัญชีกลางใช้เงินกว่า 6 หมื่นล้านบาท ดูแลประชากรราวเกือบ 5 ล้านคนเท่านั้น สปสช. จึงใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพสูงกว่ากรมบัญชีกลางถึง 5 เท่า
ตั้งแต่สมัยรัฐบาล “ขิงแก่” ภายใต้การนำของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ขณะนั้นผู้เขียนได้รับมอบหมายให้เป็นประธานองค์การเภสัชกรรม จึงสนองนโยบายการเข้าถึงยาอย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพของ สปสช.อย่างเต็มที่ เริ่มจากนโยบายการทำซีแอลยา ซึ่งสามารถจัดหายาที่มีคุณภาพดีและราคาย่อมเยามาบริการประชาชนในระบบ สปสช. และแผ่อานิสงส์ไปให้แก่คนไข้ในระบบสวัสดิการข้าราชการและประกันสังคมได้ด้วย ตัวอย่างเช่น ยาโรคหัวใจโคลพิโดเกรล ราคาท้องตลาดเม็ดละ 70-120 บาท องค์การเภสัชกรรมซื้อมาขายให้ สปสช. ในราคาทุนตามนโยบายของรัฐบาลเพียงเม็ดละ 1.06 บาทเท่านั้น
ในการทำซีแอลยาช่วงปลายปี พ.ศ. 2549 ต่อต้นปี พ.ศ. 2550 ได้ทำกับยาต้านไวรัสเอดส์เป็นสำคัญ สามารถประหยัดงบประมาณ นับจากช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2553-2557 รวมเพียง 5 ปี เฉพาะส่วนที่จัดหาโดยการทำซีแอลได้ถึง 10,165.1 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมียาต้านไวรัสเอดส์ที่ซื้อตามปกติ ไม่ผ่านระบบซีแอลอีกจำนวนหนึ่ง โดยซื้อผ่านองค์การเภสัชกรรมเช่นกัน สามารถประหยัดงบประมาณในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2553-2557 รวมเพียง 5 ปี ได้ถึง 5,328.7 ล้านบาท
การซื้อยาเอดส์ผ่านองค์การเภสัชกรรม ก่อให้เกิดผลดีไม่เฉพาะเรื่องการประหยัดงบประมาณจำนวนมากเท่านั้น แต่ยังก่อผลดีต่อการรักษาผู้ป่วยเอดส์อีกมากมาย ซึ่งเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งแก่การรักษาผู้ป่วยเอดส์ให้ได้ผลดี ได้แก่ 1) การใช้ยารักษาผู้ป่วยเอดส์จะต้องให้ผู้ป่วยกินยาอย่างถูกต้องต่อเนื่องโดยเคร่งครัด การจัดซื้อยารวมจากองค์การเภสัชกรรมทำให้สามารถจัดหายาสูตรที่ถูกต้องเหมาะสมกระจายไปทั่วประเทศ หากให้แต่ละโรงพยาบาลจัดซื้อยาเอง อาจได้ยาต่างสูตรต่างชนิดกัน ซึ่งจะไม่เป็นผลดีอย่างมากแก่การรักษาโรคเรื้อรังอย่างเอดส์ 2) หากผู้ป่วยกินยาไม่ถูกต้องไม่ต่อเนื่อง จะเกิดความเสียหายร้ายแรง คือเชื้อโรคดื้อยา ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยต้องกลายเป็นเอดส์เต็มขั้น ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาเพิ่มมากขึ้น และเป็นภาระแก่โรงพยาบาลซึ่งแน่นอยู่แล้วอีกมาก รวมทั้งต้องเปลี่ยนไปใช้ยาสูตรดื้อยา ซึ่งราคาแพงขึ้นมากเป็นภาระแก่งบประมาณอีกมาก 3) การให้โรงพยาบาลแต่ละแห่งซื้อยาเองย่อมเป็นการเพิ่มภาระ และอาจมีปัญหาทั้ง ยาล้นสต๊อก ยาขาดสต๊อก ยาเสื่อมคุณภาพ ยาหมดอายุ ขณะที่องค์การเภสัชกรรมมีระบบ “การส่งยาโดยมีการบริหารจัดการ” (Vendor-managed Inventory หรือ VMI) ป้องกันปัญหายาขาดสต๊อก-ล้นสต๊อกได้อย่างดี
ปัญหาเรื่องนี้ คณะกรรมการตรวจสอบที่กระทรวงสาธารณสุขแต่งตั้งขึ้น สรุปว่า สปสช.สามารถดำเนินการได้โดยชอบ แต่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงชุดใหม่ ตีความอย่าง “เถรตรง” ตามแบบ “นิติอักษร” ว่ากระทำไม่ได้ โดยตีความแบบเดียวกับที่เจ้าหน้าที่ สตง. เคยตีความอย่างคับแคบและน่าจะผิดว่าเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จะต้องจ่ายตรงให้แก่ “หน่วยบริการ” คือโรงพยาบาลต่างๆ เท่านั้น ซึ่งถ้าทำตามการตีความใหม่ ซึ่งมีข่าวว่าคณะกรรมการกฤษฎีกาก็กำลังตีความในลักษณะเดียวกัน ย่อมจะเกิดความเสียหายร้ายแรงแก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างมากมาย เพราะ สปสช.จะไม่สามารถเข้าไปบริหารจัดในการจัดหายาจำเป็นในลักษณะ “ซื้อรวม” และบริหารจัดการรวมเช่นที่กระทำมาแล้วไม่ได้ ต้องให้โรงพยาบาลต่างๆ ไปดำเนินการเอง
ชัดเจนว่า คณะกรรมการตรวจสอบชุดใหม่นี้ขาดความรู้ความเข้าใจในปัญหาที่ตัวเองต้องตีความอย่างเพียงพอ และเป็นการตีความโดยขัดต่อหลักธรรมาภิบาลโดยชัดแจ้ง
หลักธรรมาภิบาลนั้น ต้องประกอบด้วย 1) เกิดประโยชน์สุขของประชาชน 2) เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ 3) มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ 4) ไม่มีขั้นตอนการปฏิบัติงานมากเกินความจำเป็น 5) มีการปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการให้ทันต่อสถานการณ์ 6) ประชาชนได้รับการอำนวยความสะดวกและได้รับการตอบสนองความต้องการ 7) มีการประเมินผลการปฏิบัติราชการอย่างสม่ำเสมอ
การตีความของคณะกรรมการชุดนี้ ชัดเจนว่าผิดหลักธรรมาภิบาลตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ทั้ง 7 ข้อ และจะทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงทั้งแก่ประเทศชาติและประชาชนเสียหายแก่ประเทศชาติ เพราะจะทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณของประเทศชาติโดยใช่เหตุเป็นจำนวนมาก
การตีความดังกล่าวยังขัดต่อหลักการตามพระปฐมบรมราชโองการ คือ การ “ครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” โดยชัดแจ้ง
ดูรายชื่อคณะกรรมการตรวจสอบชุดนี้แล้วก็น่าแปลก เพราะมีตัวแทนสำนักงบประมาณ ซึ่งควรมองเห็นประเด็นเรื่องการประหยัดงบประมาณและประโยชน์สุขที่เกิดแก่ประเทศชาติ และประชาชน แต่กลับลงนามรับรองการวินิจฉัยที่ขัดทั้งหลักธรรมาภิบาล และหลักการตามพระปฐมบรมราชโองการอย่างชัดแจ้ง อีกท่านหนึ่งคือผู้แทนกรมบัญชีกลาง ซึ่งควรเรียนรู้ประสบการณ์ที่ดีของ สปสช. เพื่อนำไปปรับปรุงระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ก็กลับยอมตามการตีความที่ผิดเช่นนี้
หวังว่า คสช.จะไม่คล้อยตามการตีความที่ขัดทั้งหลักธรรมาภิบาลและหลักการในพระปฐมบรมราชโองการนี้







