
เฟด-น้ำมันปรับทิศ ฉุดสินทรัพย์เสี่ยงส่อเจ๊ง
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
การประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ระหว่างวันที่ 15-16 ธ.ค.นี้ เพื่อประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี ส่งผลให้ตลาดทุนทั่วโลกมีปฏิกิริยาในแดนลบกันถ้วนหน้า ทั้งในฝั่งเอเชียและตะวันตก ทว่าปัจจัยในสหรัฐที่ทำให้ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ร่วงลงไปกว่า 300 จุด เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังไม่ได้มีเพียงแค่ประเด็นของเฟดเท่านั้น แต่ยังมาจากสถานการณ์ที่น่ากังวลรอบใหม่ในตลาดทุนสหรัฐด้วย
เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่แล้ว นักลงทุนต่างแห่ถอนเงินจากกองทุน โฟกัสเซด เครดิต ฟันด์ (Focused Credit Fund : FCF) หรือกองทุนรวมของบริษัท เธิร์ด แอฟเวนิว แมเนจเมนท์ (Third Avenue Management) ที่ไปลงทุนในตลาดจังก์บอนด์ เนื่องจากนักลงทุนกังวลกับภาวะตลาดสินทรัพย์ความเสี่ยงสูงที่กำลังย่ำแย่ จึงต้องการถอนการลงทุนในเอฟซีเอฟออกมา ทว่ากลับไม่สามารถทำได้
ทางเอฟซีเอฟได้ส่งจดหมายถึงลูกค้า แจ้งว่า บริษัทมีปัญหาด้านสภาพคล่องและไม่มีเงินสดมากพอที่จะให้ลูกค้าไถ่ถอนการลงทุนได้ตามปกติ ซึ่งในปีนี้กองทุนมีผลประกอบการติดลบไปแล้วถึง 27% และเหลือสินทรัพย์เพียง 789 ล้านเหรียญสหรัฐ(ราว 2.84 หมื่นล้านบาท) หรือลดลงถึง 2 ใน 3 จากเกือบ 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.08 แสนล้านบาท) ภายในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา จนต้องปิดกองทุนในที่สุด
แม้จะถือเป็นกองทุนที่มีขนาดเล็ก ทว่ากรณีนี้ก็ถือเป็นการเบี้ยวหนี้ของกองทุนขนาดใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการณ์เลห์แมนบราเธอร์ส ล้มละลายเมื่อปี 2008 ที่ผ่านมา และทำให้หลายฝ่ายวิตกกันว่าจะลุกลามกลายเป็นวิกฤตการณ์ตลาดทุนสหรัฐอีกครั้งหรือไม่
เพราะการปิดกองทุนเอฟซีเอฟเป็นเพียงจุดเล็กๆ อาจเป็นเพียงแค่เสี้ยวหนึ่งของตลาดจังก์บอนด์ที่มีทิศทางย่ำแย่ลงอย่างต่อเนื่องจาก 2 ปัจจัยสำคัญ คือ การขึ้นดอกเบี้ยของเฟด และราคาน้ำมันโลกที่ถูกลงอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ การที่เฟดดำเนินมาตรการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) มาอย่างต่อเนื่องถึง 3 ครั้ง นาน 9 ปี ส่งผลให้มีสภาพคล่องราคาถูกออกมาล้นตลาดโลก และมีการเข้าไปลงทุนในตลาดจังก์บอนด์ หรือตราสารหนี้เกรดต่ำกว่าระดับที่แนะนำให้ลงทุนซึ่งมีความเสี่ยงสูงและให้ผลตอบแทนสูงมากขึ้นตามไปด้วย โดยตลาดจังก์บอนด์ขยายตัวขึ้นอย่างคึกคักนับตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา
บริษัทน้ำมันจำนวนมากยังได้กู้เงินต้นทุนต่ำไปลงทุนในช่วงหลายปีมานี้ แต่สถานการณ์กลับพลิกผันเมื่อราคาน้ำมันโลกเริ่มดิ่งลงมาตั้งแต่กลางปี 2014 ที่ผ่านมา จากการแข่งขันของอุตสาหกรรมน้ำมันในสหรัฐและนอกโอเปก และยังมีแนวโน้มจะถูกลงอีกอย่างต่อเนื่องในปี 2016 ที่จะถึงนี้
ราคาน้ำมันที่ดิ่งลงไปถึงกว่า 65% นี่เอง ที่เป็นปัจจัยสำคัญทำให้จังก์บอนด์กลุ่มพลังงาน มีความเสี่ยงสูงที่จะไม่สามารถชำระหนี้ได้ โดยบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ส ระบุว่า จังก์บอนด์กลุ่มพลังงานถึง 50% จากตลาดทั้งหมดราว 1.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (เกือบ 6.5 ล้านล้านบาท) กำลังมีความเสี่ยงสูงที่จะเบี้ยวหนี้ตามมา
บริษัท บีสโปก อินเวสเมนต์ กรุ๊ป ให้มุมมองกับซีเอ็นเอ็นมันนี่ ว่า การเบี้ยวชำระหนี้ในกลุ่มพลังงานจะทำให้สถานการณ์ของตลาดย่ำแย่ไปจนถึงปี 2016 หลังจากที่ตลาดจังก์บอนด์อยู่ในภาวะย่ำแย่มาแล้วก่อนหน้านี้
ขณะที่ตัวเลขเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมาจากการติดตามโดยลิปเปอร์ พบว่า มีการแห่ถอนเงินออกจากกองทุนรวมลงทุนในจังก์บอนด์เกือบ 200 แห่ง คิดเป็นเงินแล้วกว่า 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.88 แสนล้านบาท)
ขณะเดียวกัน ต้องไม่ลืมว่าการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดยังเป็นอีกปัจจัยเสี่ยงหลักที่กดดันต่อตราสารหนี้ความเสี่ยงสูงเหล่านี้ โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน เนื่องจากต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
เอสแอนด์พีมองว่าปัจจุบันนี้ภาคเอกชนต่างก็เผชิญความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ที่สูงขึ้นมากอยู่แล้ว โดยขึ้นไปแตะระดับ 100 รายแล้วในปีนี้ เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2009 และราว 1 ใน 3 ของการผิดนัดชำระหนี้ก็มาจากเอกชนในภาคพลังงาน ทั้งอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
สถานการณ์ที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับนักลงทุน ส่งผลให้นักลงทุนในตลาดสหรัฐต้องปรับตัวเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจย่ำแย่ลงอีก
สกอต ไมเนิร์ด หัวหน้าฝ่ายการลงทุนระหว่างประเทศของกุ๊กเกนไฮม์ พาร์ตเนอร์ ให้มุมมองกับบลูมเบิร์กว่า ตลาดจังก์บอนด์จะเผชิญกับการแห่ถอนเงินออกหลังจากนี้อีกราว 10-15% เนื่องจากนักลงทุนกำลังวิตกว่าอาจจะไม่ได้เงินคืนซ้ำรอยกรณีของกองทุนซีเอฟซีที่เพิ่งเกิดขึ้น และอาจกระทบไปยังการลงทุนตัวอื่นๆ ตามมา
แม้สถานการณ์ของภาคพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ จะย่ำแย่ และฉุดให้ตลาดจังก์บอนด์มีความเสี่ยงสูงขึ้นตามไปด้วย แต่กรณีการล้มของกองทุนเอฟซีเอฟ ก็อาจจะยังไม่ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินรอบใหม่เหมือนเมื่อหลายปีก่อนขึ้นมาอีกครั้ง
นิโคลัส โคลัส หัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์การตลาดของบริษัท คอนเวิร์จเอ็กซ์ ระบุว่า แม้ตลาดจะมีความเสี่ยงสูง แต่สิ่งที่ต่างไปจากเมื่อ 7 ปีก่อนก็คือ ธนาคารและสถาบันการเงินในสหรัฐมีความเข้มแข็งมากขึ้น หลังเคยผ่านบทเรียนใหญ่มาแล้ว และจะสามารถรับมือกับผลกระทบในครั้งนี้ได้
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ที่ยังฝุ่นตลบในครั้งนี้ยังต้องขึ้นอยู่กับการรับมือของตลาดหลังจากนี้ ว่าจะสามารถเอาอยู่และไม่เกิดการล้มในกองทุนของบริษัทอื่นๆ ตามมาได้หรือไม่
แต่หากมีกองทุนที่ล้มตามมาอีกเป็นแห่งที่ 2 หรือ 3 พร้อมๆ กับราคาน้ำมันโลกที่อาจลงไปแตะ 30 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หรือต่ำลงมากกว่านั้น การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในปลายปีนี้ก็อาจไม่ใช่ปัจจัยเสี่ยงสุดท้ายของปีเก่า 2015 สู่ปีหน้า 2016 ก็เป็นได้







