posttoday
เมื่อความต้องการใช้ยางจากจีนชะลอ... ความท้าทายที่ไทยต้องเร่งปรับตัว

เมื่อความต้องการใช้ยางจากจีนชะลอ... ความท้าทายที่ไทยต้องเร่งปรับตัว

14 ธันวาคม 2558

โดย...กฤษณี พิสิฐศุภกุล

โดย...กฤษณี พิสิฐศุภกุล

สถานการณ์ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่อยู่ในช่วงขาลง โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบและสินค้าเกษตรยังคงเป็นแรงกดดันให้ราคายางธรรมชาติ (Natural Rubber : NR) อยู่ในภาวะซบเซา สถานการณ์ดังกล่าวเป็นปัจจัยทางเทคนิคที่เป็นไปตามวัฏจักรเศรษฐกิจโลกที่อยู่ในช่วงขาลง แต่หากพิจารณาปัจจัยพื้นฐานคงหนีไม่พ้นที่เราจะต้องกล่าวอุปสงค์อุปทานที่เป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดทิศทางราคายางธรรมชาติในตลาดโลก โดยจีนเป็นประเทศผู้ใช้ยางธรรมชาติอันดับหนึ่ง จากการเป็นฐานการผลิตยางล้อรถยนต์ของบริษัทรายใหญ่ของโลก อาทิ Bridgestone Michelin ขณะที่ผู้ผลิตและส่งออกยางธรรมชาติรายใหญ่ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ตามลำดับ จากโครงสร้างตลาดที่มีผู้ขายมากกว่าผู้ซื้อ ซึ่งมีเพียงบริษัทรายใหญ่ไม่กี่บริษัท ทำให้จีนมีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้กำหนดราคายางธรรมชาติ อาทิ ยางแท่ง ยางแผ่นรมควัน และยางคอมปาวด์เพื่อนำไปผลิตยางล้อรถยนต์ต่อไป

ปัญหาและความท้าทายของอุตสาหกรรมการผลิตยางล้อของจีน

หากพิจารณาอุตสาหกรรมการผลิตยางล้อของจีนช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา พบว่าอยู่ในสภาวะที่เจอกับปัญหาและความท้าทายหลายประการ ได้แก่

(1) ปัญหาการขาด Economies of scale เนื่องจากบริษัทผลิตยางล้อในจีนมีมากกว่า 400 บริษัท ส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดเล็ก กระจัดกระจายในแต่ละพื้นที่ ขาดการรวมตัวกันและขาดการวางแผนการเติบโตของอุตสาหกรรม

(2) การแข่งขันในอุตสาหกรรมมีความรุนแรง โดยผลิตสินค้าที่เหมือนกัน เกิดการแข่งขันกันด้านราคา (Price War) ทำให้รายได้จากยอดขายลดลง

(3) ปัญหาการถูกเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping) จากประเทศปลายทาง เนื่องจากยางล้อรถยนต์ที่ผลิตได้ร้อยละ 45 ของทั้งหมด ส่งออกไปสหรัฐอเมริกาและยุโรปเป็นหลัก ทำให้เกิดการแข่งขันกันขายในราคาต่ำ เมื่อถูกตอบโต้โดยการเก็บภาษี จึงส่งผลกระทบต่อรายได้ของหลายบริษัท

(4) ปัญหาด้านศักยภาพการแข่งขัน บริษัทส่วนใหญ่ของจีนมี R&D ไม่เพียงพอในการพัฒนาสินค้า มีเพียงบริษัทรายใหญ่ที่มีผลประกอบการดีที่มีการลงทุนใน R&D เพิ่มขึ้น เพื่อพัฒนาสินค้าสำหรับความต้องการในตลาดต่างๆ ดังนั้น การขาด R&D ทำให้ยางล้อที่ผลิตได้ไม่มีจุดเด่นหรือไม่มีลักษณะเฉพาะที่เป็นสินค้าที่มูลค่าเพิ่มสูง (High value added product)

ปัญหาที่เกิดขึ้นข้างต้น ประกอบกับการปฏิรูปเศรษฐกิจจีนให้เติบโตชะลอลง เข้าสู่ระดับที่ไม่มากเท่าในอดีต (New Normal) ส่งผลให้อุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์จีนหดตัวลงมาก จึงเป็นสัญญาณว่าแนวโน้มการใช้ยางธรรมชาติของจีนจะชะลอลงในระยะต่อไป โดยเฉพาะประเด็นที่ผู้ผลิตยางล้อเริ่มหันมาใช้ยางสังเคราะห์ (Synthetic Rubber : SR) มากขึ้นจากการพัฒนาด้านเทคโนโลยีการผลิต ประกอบกับนโยบายปรับปรุงภาษีนำเข้าที่เก็บภาษีนำเข้ายางธรรมชาติมากขึ้น นอกจากนี้จีนสามารถผลิตยางสังเคราะห์เพื่อใช้ในประเทศได้ขณะที่ยางธรรมชาติต้องนำเข้าเป็นหลัก ดังนั้นราคาน้ำมันดิบที่ลดต่ำลงจึงสนับสนุนให้มีการผลิตยางสังเคราะห์เพื่อใช้ทดแทนยางธรรมชาติมากขึ้น

ทางออกของไทย : อุตสาหกรรมยางล้อรถยนต์

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว หากไทยจะพึ่งพิงการส่งออกยางธรรมชาติไปจีนเป็นหลักคงต้องประสบกับมูลค่าการส่งออกที่ลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และต้องอยู่ในห่วงโซ่การผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ต่ำไปอีกนาน ดังนั้น การส่งออกยางในระยะต่อไปจะต้องเติบโตด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มแทนการเติบโตด้วยปริมาณเหมือนเช่นที่ผ่านมา โดยให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมปลายน้ำแทนการส่งออกยางธรรมชาติแปรรูปขั้นต้น ซึ่งจะช่วยบรรเทาผลกระทบจากเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลงได้

อุตสาหกรรมยางที่น่าสนใจและมีความเป็นไปได้ในการเติบโต คือ ยางล้อรถยนต์ซึ่งจัดเป็นอุตสาหกรรมปลายน้ำที่มูลค่าสูง และมีโอกาสการเติบโตตามความต้องการรถยนต์โลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแม้ว่าจีนจะเป็นผู้ผลิตและส่งออกยางล้อรถยนต์อันดับหนึ่งของโลก แต่อุตสาหกรรมยางล้อไทยถือได้ว่ามีศักยภาพการผลิตและส่งออกสูงสุดในอาเซียนมาโดยตลอด เนื่องจากข้อได้เปรียบด้านวัตถุดิบที่มีมาก กำลังการผลิตของโรงงานยางล้อไทยที่ยังใช้ไม่เต็มที่ ประกอบกับการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้เป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ในอาเซียน จึงเอื้อประโยชน์แก่การเติบโตของอุตสาหกรรมต่อไปในอนาคต

สำหรับปี 2558 น้ำยางถูกเก็บอัตราภาษีนำเข้าร้อยละ 10 หรือ 900 หยวน/ตัน (ในอัตราใดอัตราหนึ่งที่ต่ำกว่า) จากเดิมที่ร้อยละ 10 หรือ 720 หยวน/ตัน (ในอัตราใดอัตราหนึ่งที่ต่ำกว่า) ขณะที่ยางแผ่นรมควันและยางแท่งถูกเก็บภาษีนำเข้าร้อยละ 20 หรือ 1,500 หยวน/ตัน (ในอัตราใดอัตราหนึ่งที่ต่ำกว่า) จากเดิมที่ร้อยละ 20 หรือ 1,200 หยวน/ตัน (ในอัตราใดอัตราหนึ่งที่ต่ำกว่า)

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญของผู้ผลิตยางล้อไทย คือ การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตยางล้อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ผลิตรถยนต์ เนื่องจากในการผลิตยานยนต์นั้นมุ่งส่งเสริมเทคโนโลยีที่สะอาด ประหยัด และปลอดภัยต่อผู้ขับขี่มากขึ้น คุณสมบัติของยางล้อในอนาคตจึงมีแนวโน้มที่เป็นเทคโนโลยีสีเขียว (Green Tyre) อาทิ มีเสียงดังรบกวนน้อย ช่วยประหยัดน้ำมัน ลดการปล่อยมลพิษทางอากาศ รวมถึงมีความคงทนเพื่อให้การขับขี่มีความปลอดภัยมากที่สุด

ดังนั้น การศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอย่างจริงจังจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัจจุบัน สถาบันยานยนต์ได้จัดตั้งศูนย์ทดสอบยางล้อ ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานการผลิตยางล้อไทยไปสู่สากลและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ซึ่งจำเป็นต้องทำควบคู่ไปกับ

1) การกำหนดมาตรฐานยางล้อรถยนต์ของตัวเองสำหรับตรวจสอบยางล้อรถยนต์ที่ผลิตในไทยและยางล้อรถยนต์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ

2) การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและมิใช่ภาษีกับการลงทุน เช่น การลงทุนในเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่ช่วยลดการปล่อยมลพิษในการผลิตยางล้อ เพื่อรองรับนวัตกรรมยานยนต์สะอาดในอนาคตและลดการกีดกันทางการค้าจากผู้นำเข้าได้อีกวิธีหนึ่ง

3) สนับสนุนผู้ประกอบการในการผลิตวัตถุดิบขั้นพื้นฐานสำหรับผลิตยางล้อ เนื่องจากยางล้อหนึ่งเส้นนั้นประกอบด้วยวัสดุหลายชนิดที่ไทยยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศภาครัฐจึงต้องให้สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนในอุตสาหกรรมสนับสนุนต่างๆ ที่จำเป็นต่อการผลิตยางล้อ อาทิ อุตสาหกรรมเหล็ก เส้นลวดสำหรับยางเรเดียล

นอกจากนี้ แนวทางที่เป็นไปได้อีกวิธีหนึ่ง คือ การดึงดูดผู้ผลิตยางล้อระดับโลกที่ยังไม่มีฐานการผลิตในไทยให้เข้ามาตั้งฐานการผลิต เนื่องจากแต่ละรายจะมีเทคโนโลยีและฐานลูกค้าเป็นของตัวเอง การที่ผู้ผลิตเหล่านี้เข้ามาตั้งฐานในไทย จะทำให้เป็นแหล่งเรียนรู้เทคโนโลยีและทำให้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังตลาดใหม่ที่มีศักยภาพได้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงงานยางล้อจากจีนที่เริ่มมีการย้ายฐานการผลิต เพื่อลดปัญหาการถูกเก็บภาษี Anti-Dumping ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการย้ายฐานการผลิตยางล้อจากจีนมายังไทย

อย่างไรก็ตาม การควบคุม ตรวจสอบ รวมไปถึงการป้องกันไม่ให้เกิดการแข่งขันส่งออก โดยการทุ่มตลาด (Dumping) ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องคำนึงถึงด้วย

ในท้ายที่สุดแล้ว การพัฒนาให้ผู้ประกอบการไทยผลิตและส่งออกยางล้อรถยนต์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น แทนการส่งออกยางแปรรูปขั้นต้นในแบบเดิม จะช่วยลดความเสี่ยงจากรายได้การส่งออกที่หายไปในช่วงราคายางตกต่ำ และยังสามารถปรับโครงสร้างให้การส่งออกยางไทยเข้มแข็ง ด้วยการใช้อุตสาหกรรมปลายน้ำที่มีมูลค่าสูงเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไปได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท