
รอดถดถอยแค่ชั่วคราว ญี่ปุ่นจ่อกระตุ้นต่อ
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
เศรษฐกิจญี่ปุ่นรอดพ้นจากการตกเข้าสู่ภาวะถดถอยได้อย่างฉิวเฉียด ด้วยการขยายตัวในไตรมาส 3 ที่ 1% จากตัวเลขเบื้องต้นที่ญี่ปุ่นประกาศออกมาที่ -0.8% และยังสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ให้ไว้ที่ 0.1% ทำให้สามารถรอดพ้นจากการตกเข้าสู่ภาวะถดถอยเป็นรอบที่ 2 ในยุคสมัยของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ได้อีกด้วย
ทว่า งานหนักของอาเบะและธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) อาจยังไม่จบง่ายๆ แค่นั้น แม้การรอดจากเศรษฐกิจถดถอยครั้งนี้จะแสดงให้เห็นแล้วว่า “อาเบะโนมิกส์” จะสร้างการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น
กลับขึ้นมาได้บ้างก็ตาม
ญี่ปุ่นสามารถรอดพ้นจากเศรษฐกิจถดถอยในไตรมาส 3 เป็นผลมาจาก 2 ปัจจัยหลัก นั่นคือภาคเอกชนและภาคการบริโภค
ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ขึ้นอยู่กับส่งออก และการออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) หรือการซื้อคืนพันธบัตรของบีโอเจ ส่งผลให้ค่าเงินเยนอ่อนลง และช่วยให้บรรดาภาคเอกชนยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการส่งออกด้วย
เช่น โตโยต้า มอเตอร์ ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นที่คนไทยรู้จักกันดี มีรายรับไตรมาส 3 ทั้งหมดเพิ่มขึ้น 11.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 1.2581 ล้านล้านเยน (ราว 3.7 แสนล้านบาท) ซึ่งช่วงไตรมาส 3 ของปีก่อนหน้านั้น เป็นช่วงก่อนที่บีโอเจจะขยายคิวอีออกเป็น 80 ล้านล้านเยน/ปี (ราว 23.37 ล้านล้านบาท)
จึงไม่แน่แปลกใจที่ภาคเอกชนของญี่ปุ่นจะมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 0.6% ในช่วงไตรมาส 3 มากขึ้นกว่าการประเมินครั้งก่อนที่ -1.3% นอกจากนี้การใช้จ่ายของผู้บริโภคก็ปรับขึ้น 0.4% จากไตรมาส 2 อีกด้วย กลายเป็นความแข็งแกร่ง 2 จุดใหญ่ๆ ของเศรษฐกิจในไตรมาสที่ผ่านมา
ในขณะเดียวกัน การจ้างงานของญี่ปุ่นเรียกได้ว่าแข็งแกร่งเลยทีเดียว อัตราว่างงานของญี่ปุ่นเดือน ต.ค.ปรับลงมาอยู่ที่ 3.1% ซึ่งเป็นอัตราที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 1995 เมื่อเทียบกับสหรัฐที่ 5% หรือยุโรปที่ 6.3%
อย่างไรก็ตาม สัดส่วนระหว่างงานกับความต้องการงานของญี่ปุ่นอยู่ที่ 1.24% หมายความว่าแม้ผู้สมัครงานใหม่จะได้งานรองรับอย่างแน่นอน แต่ก็หมายความว่าจำนวนงานยังคงมีมากกว่าความต้องการงานอยู่ดี โดยตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครอยู่ที่ 2.4 ล้านตำแหน่ง ในขณะที่ความต้องการงานอยู่ที่ 1.9 ล้านตำแหน่ง
ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ประสบกับปัญหาขาดแคลนแรงงานจากลักษณะทางประชากร ศาสตร์ที่มุ่งสู่สังคมผู้สูงอายุมากที่สุดในโลก โดยแรงงานเกิดใหม่กลับมีน้อยกว่าแรงงานที่ต้องออกจากตลาดงาน ซึ่งจากข้อมูล
ของ ดิ อีโคโนมิสต์ คาดการณ์ว่า ภายในปี 2060 ประชากรญี่ปุ่นจะลดลงจาก 127 ล้านคน เป็น 87 ล้านคน โดยมีประชากรอายุมากกว่า 65 ปี คิดเป็นสัดส่วนถึง 40% ของประชากรทั้งหมดเลยทีเดียว
ดังนั้น ตลาดแรงงานของญี่ปุ่นจึงเป็นระเบิดเวลาที่จะฉุดให้ญี่ปุ่นตกเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอยู่เรื่อยๆ ซึ่งต้องพึ่งพานโยบายจากภาครัฐในการช่วยเหลือ
ที่ผ่านมา อาเบะพยายามที่จะผลักดันให้ผู้หญิงเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น เพื่อทดแทนแรงงานที่ออกไป โดยแม้จะเห็นผลจากสัดส่วนที่ผู้หญิงเข้าสู่ตลาดแรงงานในปัจจุบันอยู่ที่ 65% เมื่อเทียบกับ 48% ในปี 2011 แต่อัตราการเกิดของประชากรในปี 2014 อยู่ที่ 1.42 คนต่อผู้หญิง 1 คน ซึ่งต่ำกว่า 2.07 คน ที่ญี่ปุ่นต้องการเพื่อรักษาตลาดแรงงาน
นอกจากนี้ แม้ภาคการบริโภคในไตรมาส 3 จะเป็นจุดสดใสในเศรษฐกิจ แต่ใช่ว่าภาคการบริโภคของญี่ปุ่นจะมั่นคง โดยการใช้จ่ายครัวเรือนในเดือนแรกของไตรมาส 4 หรือเดือน ต.ค.ปรับลงไป 2.4%
การส่งออกที่เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจญี่ปุ่นเองก็ยังไม่แน่นอนในภาวะที่ตลาดใหญ่อันดับ 2 ของญี่ปุ่นอย่างจีน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนการส่งออกทั้งหมด 17% ของญี่ปุ่น กำลังชะลอตัวลง โดยการนำเข้าของจีนลดลง 14.6% ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2015
หนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียน ของอังกฤษ ระบุว่า กรณีสมมติหากแรงซื้อของจีนลดลงไป 14.6% แล้วการส่งออกของญี่ปุ่นไปจีนจะลดลงเป็นมูลค่าถึง 1.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.47 แสนล้านบาท) หรือ
คิดเป็น 0.4% ของขนาดเศรษฐกิจญี่ปุ่นเลยทีเดียว
ในขณะเดียวกัน แม้มูลค่าการส่งออกจะปรับขึ้นก็จริง แต่ในเชิงปริมาณแล้วกลับปรับตัวลง เช่น โตโยต้าที่ยกตัวอย่างไปข้างต้นนั้น ยอดขายรถยนต์ก็ปรับลงมาราว 1.98 แสนคัน จากไตรมาส 3 ปี 2014 ไปอยู่ที่ราว 4.27 ล้านคัน
นอกจากนี้ ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) ยังเปิดเผยรายงานอีกด้วยว่า ส่วนแบ่งการตลาดของจีนในภาคสินค้าอุตสาหกรรมไฮเทคกำลังแย่งส่วนแบ่งการตลาดของญี่ปุ่นที่ปรับลงจาก 25.5% ในปี 2000 เป็น 7.7% เมื่อปี 2014
ดังนั้น เศรษฐกิจญี่ปุ่นจึงยังจำเป็นต้องพึ่งมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือสังคมผู้สูงอายุและกระตุ้นให้การใช้จ่ายในประเทศดำเนินต่อไป แต่สำหรับบีโอเจที่เป็นความหวังต่อเศรษฐกิจแล้ว กลับเหลือทางเลือกกระตุ้นด้วยนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายไม่มากนัก
ก่อนหน้านี้ ฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการ บีโอเจ เปิดเผยว่า จะไม่ใช้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากติดลบอย่างแน่นอน ในขณะที่ ทาเคฮิโระ ซาโตะ กรรมการนโยบายการเงินของบีโอเจ ก็มองว่า ผลของคิวอีเริ่มจะหมดไปแล้ว เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยระยะยาวเริ่มที่จะไม่ปรับลดลงแล้ว
นอกจากนี้ ซาโตะ ยังระบุอีกด้วยว่าบีโอเจไม่สามารถซื้อพันธบัตรรัฐบาลคืนด้วยอัตราในปัจจุบัน เนื่องจากสถาบันการเงินบางแห่งเริ่มไม่อยากจะขายพันธบัตรรัฐบาลให้บีโอเจซื้อคืนเสียแล้ว
บีโอเจมีกำหนดการประชุมในวันที่ 17-18 ธ.ค.นี้ ตามหลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะประชุมกันก่อนหน้านั้นในวันที่ 15-16 ธ.ค. ดังนั้นสัปดาห์หน้าต้องจับตาการเคลื่อน ไหวของธนาคารกลางต่างๆ ให้ดี โดยเฉพาะบีโอเจที่ยังไม่แน่ชัด และมีแนวโน้มไม่น้อยว่าอาจยังต้องเดินหน้าผนึกความร่วมมือทางการคลังกับรัฐบาลไปอีกระยะ
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลอาเบะได้ทยอยส่งสัญญาณมาอย่างต่อเนื่องแล้วว่าจะใช้มาตรการต่างๆ ของรัฐเพื่อกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนของเอกชน โดยเฉพาะการเพิ่มงบพิเศษในงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณหน้า ที่คาดว่าอาจจะสูงถึง 3.1 ล้านล้านเยน (ราว 8.9 แสนล้านบาท) เลยทีเดียว
เพราะเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวนจากทิศทางดอกเบี้ย 2 ฟาก และแรงซื้อจากจีนที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ อาจทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นเองที่ยังมีปัญหาพื้นฐานรุมเร้า เสี่ยงที่จะผันผวนกลับสู่ภาวะถดถอยอีกครั้งได้เสมอเช่นกัน







