
การคัดค้าน พรบ.ปิโตรเลียม
โดย...อานิก อัมระนันท์
โดย...อานิก อัมระนันท์
ข่าวว่าคณะรัฐมนตรีจะพิจารณาร่างแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ในวันอังคารที่ 8 ธ.ค. คือเมื่อวานนี้ ทำให้เกิดการ “รวมพลครั้งสุดท้าย” คัดค้านร่างแกัไขฉบับกระทรวงพลังงานอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู แต่ทุกประเด็นไม่ค่อยจะสมเหตุผลนัก
ลักหลับ - เป็นไปไม่ได้ที่จะลักหลับ เพราะต้องผ่าน สนช.ก่อน ไม่ว่าจะเป็นร่างของกระทรวง หรือของคณะกรรมาธิการพลังงานของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
แต่คงเป็นวาทกรรมที่หวังดึงมวลชนให้ “พร้อมใจใส่เสื้อเหลือง” ออกมาร่วมคัดค้าน เป็นการโหนกระแสงานเฉลิมพระชนมพรรษาสร้างความขัดแย้ง ไม่บังควรยิ่ง
ปิดกั้น ผูกขาดอำนาจ - คงจะหมายถึงการที่ฝ่ายทวงคืนไม่ได้มีส่วนในการตัดสินใจต่างๆ ของรัฐ ร่างเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) จึงเสนอให้มีคณะกรรมการต่างๆ โดยมีโควตาที่สูงสำหรับภาคประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมทั้งมีการล็อกสเปกให้กลุ่มพวกของตนมีตำแหน่งเป็นกรรมการต่างๆ แต่โครงสร้างแบบนี้กลับจะนำสู่การผูกขาดอำนาจโดยฝ่ายทวงคืนเอง
จะผิดหลักธรรมาภิบาลหากให้ใช้อำนาจตัดสินใจโดยไม่ต้องมีความรับผิดชอบ ซึ่งจะทำให้เกิดการผลักดันสิ่งที่ตนถูกใจแต่อาจจะไม่เป็นประโยชน์ยั่งยืน เพราะไม่เข้าใจความซับซ้อนของกิจกรรมปิโตรเลียม ตลอดจนผลกระทบต่อเศรษฐกิจและประชาชน
นอกจากนี้ ร่าง คปพ.ยังกีดกันผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญซึ่งไม่สมควรเลย อนึ่ง กระทรวงพลังงานได้รับฟังฝ่ายต่อต้านมากถึงขนาดแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ให้มีระบบแบ่งปันผลผลิตที่เรียกร้องกัน
การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ จึงควรมีโครงสร้างที่เหมาะสม รัฐบาลจึงควรเร่งดำเนินการเข้าร่วมโครงการเพื่อความโปร่งใสในการสกัดทรัพยากร (EITI) ของธนาคารโลก ที่จะทำให้ภาคประชาสังคมได้มีส่วนร่วมอย่างเป็นทางการในคณะกรรมการไตรภาคีระดับชาติ ร่วมกับรัฐและเอกชน และให้ฝ่ายทวงคืนมีส่วนร่วมแต่เบื้องต้น เพราะแนวทางการทำงานของแต่ละประเทศจะแตกต่างกันไปตามสถานการณ์นั้นๆ
กรรมสิทธิ์ - มีการกล่าวอ้างว่าร่างกระทรวงพลังงานจะ “ให้กรรมสิทธิ์ปิโตรเลียมเป็นของบริษัทเอกชน” ต่อไป แต่ถ้าตามแบบ คปพ. (แนวเดียวกับ สนช.พลังงาน) จะทำ “ให้กรรมสิทธิ์ปิโตรเลียมกลับมาเป็นของประเทศ”
วาทกรรมเหมาสรุปนี้บิดเบือน ขัดกับความเป็นจริง เพราะระบบสัมปทานที่ใช้มาตั้งแต่ พ.ร.บ.ปี 2514 ที่มีการปรับปรุงแก้ไขมาแล้ว 5 รอบเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ระบุชัดเจนว่า “ปิโตรเลียมเป็นของรัฐ” (มาตรา 23) ผู้รับสัมปทานมีหน้าที่ไปขุดหากฎหมายให้ “สิทธิขายและจําหน่าย” โดยมีการกำหนดเกณฑ์ราคาด้วย และผู้รับสัมปทานต้องแบ่งผลประโยชน์ให้รัฐตามที่กำหนด รัฐอาจจะสั่งให้จ่ายค่าภาคหลวงเป็นปิโตรเลียมก็ได้ ห้ามการส่งออกก็ได้
อีกสิ่งที่แสดงว่าปิโตรเลียมไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของเอกชนคือ มาตรา 13 ที่ระบุว่าสิทธิในการถือสัมปทานไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ซึ่งแปลว่าไม่สามารถนำไปใช้ค้ำประกันเหมือนทรัพย์อื่นที่เป็นกรรมสิทธิ์ได้
ผลประโยชน์รัฐ - ที่ฝ่ายทวงคืนชอบอ้างว่าต่ำนั้น หากดูผลการศึกษาระหว่างประเทศ เช่น ของบริษัท Daniel Johnston จะพบว่า สัดส่วนกำไรที่รัฐได้ต่อเอกชนนั้น ขึ้นอยู่กับศักยภาพปิโตรเลียมของประเทศ ถ้าศักยภาพสูงก็เก็บได้สูง ของไทยศักยภาพปานกลางเก็บได้ระดับปานกลาง
ตั้งแต่ใช้ระบบสัมปทานมา เอกชนลงทุนไปแล้วทั้งสิ้น 2 ล้านล้านบาท (ถึงสิ้นปี 2557) รัฐได้รับผลประโยชน์โดยตรง 1.666 ล้านล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เข้างบส่วนกลางเพื่อใช้พัฒนาประเทศและคุณภาพชีวิตของประชาชน ปัจจุบัน 60% ของค่าภาคหลวงจากการผลิตบนบกและชายฝั่งส่งตรงไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (6.2% ของค่าภาคหลวงทั้งหมด) ไม่นับรายได้จากอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่สร้างงานและการพัฒนาเศรษฐกิจ-สังคมที่ประเมินมูลค่ามิได้
ส่วนเอกชนที่เป็นฝ่ายรับความเสี่ยงในการลงทุนได้รับ 1.266 ล้านล้านบาท ซึ่งไม่รวมการขาดทุนในกรณีที่ลงทุนสำรวจแต่ผลิตไม่ได้ คิดเป็นสัดส่วนกำไรรัฐ:เอกชน 57:43 โดยระบบ Thailand III ที่ใช้กับสัมปทานหลังปี 2532 มีสัดส่วน 71:29
มูลค่าข้างต้นไม่รวมโครงการพัฒนาร่วมในพื้นที่ทับซ้อนไทย-มาเลเซีย MTJDA ซึ่งมีสัดส่วนกำไรรัฐ:เอกชน 58.5:41.5 ต่ำกว่า Thailand III ทั้งที่เป็นระบบแบ่งปันผลผลิต พัฒนาร่วมกับประเทศมาเลเซียที่ฝ่ายทวงคืนเชื่อถือ ทั้งนี้ ทางใต้ของมาเลเซียที่มีศักยภาพปิโตรเลียมสูงเคยได้สัดส่วนกำไรรัฐถึง 80:20
เอกชนเลือกได้ - ร่างกระทรวงกำหนดให้รัฐมนตรีเป็นผู้ตัดสินว่าแปลงไหนจะใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตแปลงไหนเป็นสัมปทาน มิได้ให้ผู้ประมูลเป็นฝ่ายกำหนดตามที่ร่ำลือกัน
“สัญญาทาส” - คงหมายถึงการที่สัญญาสัมปทานมีข้อกำหนดให้ระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการตามหลักสากล ซึ่งปัจจุบันเป็นระบบของสหประชาชาติ (UNCITRAL) แม้แต่ระบบแบ่งปันผลผลิตของมาเลเซียหรืออินโดนีเซียเขาก็ยังมีกัน
น้ำมันราคาถูก - ทำได้! จากการอุดหนุนราคา อาจจะทางตรงหรือทางอ้อม ทำได้! ไม่ว่าเป็นระบบสัมปทานหรือแบ่งปันผลผลิต เพียงแต่จะทำไหวไหม? แม้แต่ประเทศที่ส่งออกน้ำมันสุทธิก็เลิกทำกันไปเยอะแล้ว เพราะใช้เงินมากแต่ประโยชน์ตกกับคนมีฐานะที่ใช้รถใช้พลังงานมากกว่าคนยากจนหลายเท่า
ประชามติ - การเสนอให้ประชาชนเลือกเองว่าจะเอาร่าง พ.ร.บ.ฝ่ายไหน อันตรายสำหรับประเทศ เพราะพลังงานเป็นเรื่องซับซ้อนที่ยากแก่การเข้าใจถ่องแท้ ไม่เหมาะสำหรับการทำประชามติ
หากปรับให้เป็นประโยคง่ายๆ อย่างประเด็นกรรมสิทธิ์ข้างต้น ก็อาจทำประชามติได้ แต่ยิ่งไม่สมควรทำ! เพราะเป็นการให้ประชาชนเลือกจากสิ่งที่ไม่เป็นจริง! &O5532;
ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน มิใช่ขององค์กรใด







