
อุดรูรั่วภาษี รัฐแก้ปมรายได้ไม่ตก
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
ผ่านปีงบประมาณรายจ่ายปี 2559 ได้แค่ 2 เดือน กระทรวงการคลังก็ออกมายอมรับว่า การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลที่วางไว้ 2.35 ล้านล้านบาท มีความเสี่ยงจะไม่ได้ตามเป้าหมาย
สัญญาณสำคัญมาจากการเก็บรายได้ของรัฐบาลในเดือนแรกปีงบประมาณ 2559 หรือเดือน ต.ค. 2558 รัฐบาลเก็บรายได้ทั้งสิ้น 1.65 แสนล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 1,200 ล้านบาท สาเหตุจาก 3 กรมภาษี คือ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร เก็บภาษีต่ำกว่าเป้าหมายทุกกรมรวมกัน 5,000 ล้านบาท
สำหรับเดือนที่ 2 คือ พ.ย. 2558 ตัวเลขเบื้องต้นของการเก็บรายได้ของประเทศกลับมาสูงกว่าเป้าหมายเล็กน้อย แต่มาจากการนำส่งรายได้รัฐวิสาหกิจที่สูงกว่าเป้าหมาย ขณะที่การเก็บภาษียังต่ำกว่าเป้าหมายเหมือนเดิม เป็นเพราะกรมสรรพากรและกรมศุลกากรยังเก็บภาษีต่ำกว่าเป้า ส่วนกรมสรรพสามิตตีตื้นขึ้นมาได้มากกว่าเป้าหมาย แต่ยังไม่มากพอที่จะอุ้มรายได้ของกรมภาษีและรายได้ของประเทศให้เป็นไปตามเป้าได้
ผลกระทบจากการเก็บรายได้ไม่เข้าเป้าหมาย จะทำให้รายจ่ายของประเทศมีปัญหาได้ โดยปีงบประมาณ 2559 วงเงินรายจ่ายอยู่ที่ 2.7 ล้านล้านบาท จากเป้าหมายรายได้ 2.35 ล้านล้านบาท และต้องกู้ชดเชยเพื่อการขาดดุล 3.9 แสนล้านบาท หากเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมายมากๆ เงินก็ไม่พอกับการใช้จ่ายอาจสะเทือนเศรษฐกิจได้
แม้ว่ารัฐบาลอาจจะมีโชคช่วยจากรายได้พิเศษจากการประมูลคลื่นความถี่ 4จี แต่ก็ถือว่าเป็นรายได้ชั่วคราวเท่านั้น ทำให้ระยะปานกลางและระยะยาว หนีไม่พ้นต้องแก้ไขปัญหาการเก็บรายได้ให้ยั่งยืน จัดเก็บให้ได้ตามเป้าหมายหรือมากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้
แน่นอนว่า ปัญหาของการเก็บรายได้ของประเทศตอนนี้อยู่ที่การจัดเก็บภาษี ซึ่งเป็นสัดส่วน 80-90% ของรายได้ทั้งหมดของประเทศ หากการเก็บภาษีมีปัญหา รายได้ของประเทศก็สะเทือนตามไปด้วย
ดังนั้น สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง จึงพุ่งเป้าการแก้ปัญหาการเก็บรายได้ของประเทศไปที่การเก็บภาษีของ 3 กรมจัดเก็บ โดยให้ความสำคัญการอุดรูรั่วการเก็บภาษี ไม่ได้เป็นการเก็บภาษีเพิ่มจากคนหรือผู้ประกอบการที่เสียภาษีถูกต้องอยู่แล้ว ทำให้การอุดรูรั่วภาษีนอกจากจะได้รายได้เพิ่มแล้ว ยังสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้เสียภาษี ไม่ให้มีการได้เปรียบเสียเปรียบด้วยกันอีกด้วย
สำหรับการอุดรูรั่วภาษี คลังได้เจาะลึกการอุดรูรั่วภาษีที่กรมสรรพากรและกรมศุลกากรเป็นพิเศษ ในส่วนของกรมสรรพสามิตเป็นการเก็บภาษีจากราคาหน้าโรงงานและเก็บจากมิเตอร์เป็นตัววัดปริมาณของสินค้า ทำให้การรั่วไหลมีน้อยกว่ากรมอื่น จะมีก็แต่เพียงสั่งการให้เพิ่มในส่วนของการปราบปรามให้เข้มข้นมากขึ้นเท่านั้น
ในส่วนของกรมสรรพากร คลังได้สั่งให้เอกซเรย์ผู้เสียภาษีรายใหญ่เป็นพิเศษ โดยเฉพาะนิติบุคคลที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากพบว่ายังมีการหลีกเลี่ยงภาษีอยู่จำนวนมาก เพราะการตรวจสอบทางบัญชีมีมาตรฐานที่เข้มข้นน้อยกว่าบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ที่ถูกกำกับดูแลการดำเนินงานโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ทำให้การเสียภาษีของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีแนวโน้มสอดคล้องกับผลการดำเนินงานที่แท้จริง
การเอกซเรย์นิติบุคคลนอกตลาด ได้มีการสั่งให้ลงไปตรวจรายการซื้อขายต่างๆ ว่ามีการดำเนินการที่แท้จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงรายการที่ถูกสร้างขึ้นมาตบแต่งบัญชีให้มีรายจ่ายมาก รายได้น้อย กำไรหด เพื่อจะได้เสียภาษีน้อยๆ รวมทั้งยังได้ให้ตรวจสอบการทำธุรกรรมที่ต้องสงสัย และการตรวจสอบการขอคืนภาษีของผู้ประกอบการ หลังจากพบว่าที่ผ่านมามีการขอคืนภาษีจากการส่งออกเป็นเท็จจำนวนมาก โดยมีผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพกรเข้าไปเกี่ยวข้องไม่น้อย และอยู่ระหว่างดำเนินการเอาผิดทางวินัยทางแพ่งและทางอาญาอยู่ในขณะนี้
สาเหตุสำคัญที่กระทรวงการคลังมุ่งอุดรูรั่วการเก็บภาษีนิติบุคคลของกรมสรรพากร เพราะว่าการเก็บภาษีในปีงบประมาณ 2558 กรมสรรพากรเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าถึง 2.3 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการเก็บภาษีนิติบุคคลต่ำกว่าเป้าถึง 1.1 แสนล้านบาท หรือเกือบครึ่งหนึ่ง สวนทางกับนโยบายการลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 20% ก่อนหน้านี้ว่า จะช่วยเพิ่มฐานภาษีมากขึ้น และทำให้การเก็บภาษีในส่วนนี้จะได้เข้าประเทศเพิ่มขึ้น
แต่เมื่อผลการจัดเก็บออกมาสวนทางกับที่คาด คือ ฐานภาษีนิติบุคคลยังมีจำนวนเท่าเดิมที่ประมาณ 6 แสนราย และยังเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่ายังมีผู้ประกอบการรายใหญ่ๆ ที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์อีกจำนวนมาก ยังอยู่นอกระบบภาษี หรือมีหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษี จ่ายไม่ครบ ไม่ถูกต้อง
เป้าหมายสำคัญของการอุดรูรั่วภาษีอีกแห่ง คือ การเก็บภาษีของกรมศุลกากร ที่ยังมีปัญหาเดิมเรื่องการสำแดงราคาต่ำ การเสียภาษีในอัตราพิกัดที่ไม่ถูกต้อง การบิดเบือนแหล่งกำเนิดสินค้าเพื่อได้เสียภาษีต่ำๆ ทำให้การเก็บภาษีของประเทศหายไปเป็นจำนวนมาก
กระทรวงการคลังประเมินว่า การอุดรูรั่วการเก็บภาษีครั้งนี้ จะทำให้เก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นไปเติมรายได้ของประเทศให้ได้มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามกระทรวงการคลังเองก็ยอมรับว่า การเพิ่มประสิทธิภาพดังกล่าวยังไม่พอ ยังต้องมีมาตรการก๊อกสองสามตามออกมาอีกต่อเนื่อง เพื่อให้แน่ใจว่าการเก็บรายได้ของประเทศในปีงบประมาณ 2559 จะได้ตามเป้าหมาย ไม่กระทบกับการเบิกจ่ายของประเทศ ตอนนี้ถือเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาขยายตัวได้ในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม การอุดรูรั่วการเก็บภาษี นอกจากจะมีปัญหาผู้ประกอบการเลี่ยงจ่ายภาษีแล้ว ยังมีปัญหาการทำงานของเจ้าหน้าที่จัดเก็บที่ยังทำงานไม่เต็มความสามารถ ที่ร้ายไปกว่านั้นมีเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งรู้เห็นเป็นใจกับการหลีกเลี่ยงภาษีของผู้เสียภาษี อย่างกรณีของการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มปลอม ทำให้ประเทศเสียหายไปกว่า 4,000 ล้านบาท โดยที่ยังไม่สามารถหาใครมาชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นได้
การอุดรูรั่วการเก็บภาษีที่กระทรวงการคลังให้ความสำคัญ จึงถือว่าเดินมาถูกทางแล้ว แต่ปัญหาคือ จะใช้ไม้น่วมไม้แข็งอย่างไร ให้เจ้าหน้าที่ผู้เก็บภาษีทำงานเกินร้อยไม่ร่วมขบวนการหลีกเลี่ยงภาษีหาผลประโยชน์ไปกับผู้เสียภาษี หากไม่สามารถแก้จุดอ่อนตรงนี้ได้ การอุดรูรั่วการเก็บภาษีก็ทำได้ยาก โอกาสหาเงินมาอุดรายได้ของประเทศก็ยังคงห่างไกลเป้าหมายเหมือนเคย







