
ตกลงว่าไม่ตกลง
ไม่มีใครเชื่ออยู่แล้วว่า การประชุมโอเปกครั้งที่ 168 ในกรุงเวียนนา เมื่อวันศุกร์ที่ 4 ธ.ค.ที่ผ่านมา จะทำให้ราคาน้ำมันกลับสูงขึ้นได้ แต่ผลของการประชุมมาราธอนเกือบ 7 ชั่วโมง ก็ยังผิดคาดจนได้ กล่าวคือ คาดกันว่าหลังจากทะเลาะกันเสร็จ ที่ประชุมก็จะตกลงให้ประกาศเพดานการผลิตเดิมไปก่อน ส่วนผลิตจริงจะเกินเท่าไรเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ครั้งนี้กลับเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ไม่มีการกำหนดเพดานใดๆ
ไม่มีใครเชื่ออยู่แล้วว่า การประชุมโอเปกครั้งที่ 168 ในกรุงเวียนนา เมื่อวันศุกร์ที่ 4 ธ.ค.ที่ผ่านมา จะทำให้ราคาน้ำมันกลับสูงขึ้นได้ แต่ผลของการประชุมมาราธอนเกือบ 7 ชั่วโมง ก็ยังผิดคาดจนได้ กล่าวคือ คาดกันว่าหลังจากทะเลาะกันเสร็จ ที่ประชุมก็จะตกลงให้ประกาศเพดานการผลิตเดิมไปก่อน ส่วนผลิตจริงจะเกินเท่าไรเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ครั้งนี้กลับเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ไม่มีการกำหนดเพดานใดๆ
มีคำคมจากผู้ที่อยู่ใกล้ชิดเหตุการณ์ว่า คนพูดกันมานานว่าโอเปกตายไปแล้ว แต่ตัวโอเปกเพิ่งยืนยันว่าจริงก็ครั้งนี้เอง
กล่าวกันว่า การประชุมจบลงด้วยการที่ทุกฝ่ายยอมรับว่า การไม่บรรลุข้อตกลงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่พ้น อาจจะด้วยเหตุนี้ที่ทำให้เลขาธิการโอเปกออกมาแถลงข่าวหลังการประชุมว่า โอเปกยังเข้มแข็งเหมือนเดิม เล่นเอานักข่าวที่อยู่ในเหตุการณ์หัวร่อกันงอหงาย
โอเปกผลิตน้ำมันประมาณ 1 ใน 3 ของโลก และมีการกำหนดเพดานการผลิตมาอย่างต่อเนื่องกว่า 30 ปี ยกเว้นช่วงสั้นๆ ในปี 2011 ที่เกิดการปฏิวัติในลิเบีย ทำให้การผลิตน้ำมันในประเทศนั้นหยุดชะงัก ซาอุดิอาระเบียประกาศไม่อยากเห็นราคาน้ำมันพุ่งสูง และเรียกร้องให้สมาชิกโอเปกที่เหลือเร่งผลิตเพื่อชดเชยส่วนที่หายไป เหตุการณ์ครั้งนั้นสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้กับสมาชิกบางประเทศ นำโดยเวเนซุเอลาที่ต้องการให้ราคาสูงที่สุดเท่าที่เป็นได้เมื่อมีโอกาส
ครั้งนี้เข้าใจว่าตัวเอกของเรื่องไม่ใช่ซาอุดิอาระเบีย แต่เป็นอิหร่าน อิหร่านบอกว่าถูกแซงก์ชั่นมาหลายปี ทำให้ผลิตไม่เต็มที่ เพราะขายไม่ได้ ขณะนี้ไม่ถูกแซงก์ชั่นแล้ว จึงขอกลับไปผลิตตามเดิม ซึ่งหมายถึงเพิ่มอีกประมาณ 1 ล้านบาร์เรล/วัน
การทวงสิทธิของอิหร่านทำให้วงแตก เพราะไม่มีประเทศไหนอยากถูกลดเพดานผลิต การคลังของประเทศสมาชิกส่วนใหญ่อยู่ในสภาพปิดหีบไม่ลง เพราะรายได้จากการขายน้ำมันลดลงไปมาก จากเดิมรายได้ของกลุ่มโอเปกตกประมาณปีละ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ปัจจุบันเหลือเพียงประมาณครึ่งเดียว เกือบทุกประเทศจึงอยากเร่งผลิต เร่งขาย เพื่อหาเงินมาชดเชยส่วนที่หายไป
มีหลายประเด็นที่ผมอยากจะพูดถึงต่อเนื่องจากการประชุมโอเปก ดังนี้
หนึ่ง ประเทศที่มีกำลังผลิตมากที่สุดในโอเปก คือ ซาอุดิอาระเบีย คือ ประมาณ 1 ใน 3 ของทั้งหมด ซาอุดิอาระเบียยังมีฐานะการเงินการคลังที่ค่อนข้างเข้มแข็ง และที่ผ่านมามักจะถูกประเทศสมาชิกอื่นๆ เรียกร้องให้เป็นผู้เสียสละ คือยอมรับเพดานที่ต่ำกว่าที่ควร เพื่อช่วยพยุงราคา
แต่ซาอุดิอาระเบียมีแนวคิดที่ค่อนข้างจะก้าวหน้าเกี่ยวกับราคาน้ำมันมานานแล้ว คือมองว่าการทำให้ราคาสูงเกินจริงจะได้ประโยชน์เพียงช่วงสั้นๆ แต่จะเป็นผลเสียในระยะยาว กล่าวคือ นอกจากจะทำให้เกิด
คู่แข่งมากขึ้นทั้งในตลาดน้ำมันเอง และในตลาดพลังงานประเภทอื่นๆ ยังทำให้ความต้องการใช้น้อยลงด้วย ซึ่งเป็นผลมาจากกระบวนการประหยัดพลังงาน
นโยบายของซาอุดิอาระเบียจึงไม่ใช่การจำกัดการผลิต แต่เป็นการแข่งขันทั้งกับผู้ผลิตนอกโอเปกกับพลังงานประเภทอื่น เช่น ทรายน้ำมัน หินน้ำมัน พลังงานนิวเคลียร์ พลังงานลม และพลังงานแสงแดด เป็นต้น
แต่ภายในโอเปก นอกจากจะมีสมาชิกที่ไม่ศรัทธาแนวคิดของซาอุดิอาระเบียแล้ว ยังระแวงว่าสหรัฐอยู่เบื้องหลังอีกด้วย
สอง ชัดเจนว่าจากนี้ไปการแข่งขันกันขายน้ำมันระหว่างประเทศผู้ผลิตจะดุเดือดยิ่งขึ้น ที่จริงตั้งแต่ก่อนการประชุม อุปทานน้ำมันในตลาดโลกก็สูงกว่าอุปสงค์อยู่แล้ว กล่าวกันว่าคลังเก็บน้ำมันทั่วโลกมีที่ว่างร่อยหรอลงเป็นลำดับ และจะหมดลงในไตรมาสแรกของปีหน้า
มองไปข้างหน้า ความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันจะสูงขึ้นมากๆ จึงมองไม่เห็น โอกาสที่จะตกต่ำลงอีกมีมากกว่า บางสำนักถึงกับทำนายว่าราคาจะลดต่ำลงถึงบาร์เรลละ 20 เหรียญสหรัฐในปีหน้า
แต่แน่นอนว่ายังมีอีกหลายคนในตลาดที่ไม่เชื่อว่าสถานการณ์สำหรับผู้ผลิตจะเลวร้ายได้ขนาดนั้น กลุ่มนี้อ้างว่าราคาที่ตกต่ำทำให้มีการลงทุนน้อยลง นำไปสู่ผลผลิตที่ลดลง พร้อมกันนี้ได้แสดงความเชื่อว่าราคาที่เหมาะสมในระยะยาวสูงกว่าราคาปัจจุบันมาก
สาม ส่วนตัวผมมีข้อสังเกตว่า ต้นทุนการผลิตมีความยืดหยุ่นมากกว่าที่หลายคนคิด ยกตัวอย่างต้นทุนการผลิตพลังงานจากหินน้ำมัน ซึ่งบางคนบอกว่าแพงกว่าการขุดเจาะน้ำมันมาก ราคาน้ำมันที่ตกต่ำกำลังทำให้ธุรกิจนี้เดือดร้อนอย่างหนัก แต่ผมกลับไม่คิดเช่นนั้น เนื่องจากอุตสาหกรรมนี้เป็นอุตสาหกรรมที่เกิดใหม่ มีอายุเพียงไม่กี่ปี ยังมีโอกาสที่จะพัฒนา เพิ่มประสิทธิภาพ และลดต้นทุนได้อีกมาก
ที่ผ่านมาสหรัฐสามารถผลิตพลังงานจากหินน้ำมันเป็นจำนวนมากในราคาที่ต่ำกว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกมาก นอกจากนี้ยังมีประเทศอื่นที่มีหินน้ำมัน เช่น จีน ออสเตรเลีย ซึ่งปัจจุบันยังไม่ได้ผลิต เพราะยังทำให้ต้นทุนต่ำไม่ได้ แต่เชื่อว่าอีกไม่นานก็จะทำได้ ต้นทุนบางอย่าง เช่น ค่าจ้างแท่นขุดเจาะ ราคาอ้างอิงในปัจจุบันยังค่อนข้างสูง เกิดจากความต้องการใช้งานที่มีมากในช่วงน้ำมันแพง ต่อไปก็จะถูกลงได้มากๆ เช่นกัน
สี่ มีความเชื่อที่มีมายาวนานว่า พลังงานทดแทน เช่น พลังงานลมกับพลังงานแสงอาทิตย์ มีต้นทุนสูงมาก ไม่มีความเป็นไปได้เชิงธุรกิจ หากไม่ได้รับการชดเชยจากภาครัฐเป็นจำนวนมาก
แต่ข้อเท็จจริงคือ เทคโนโลยีก้าวไปข้างหน้าเร็วมาก ต้นทุนการผลิตพลังงานทดแทนต่อหน่วยลดลงอย่างรวดเร็ว ทุกๆ ไม่กี่ปีก็ลดลงครึ่งหนึ่ง ถึงวันนี้เกือบจะทัดเทียมกับน้ำมันแล้ว
มองแบบชาวบ้านโดยไม่ต้องมีความรู้เรื่องเทคโนโลยี ก็เกิดความรู้สึกในทำนองเดียวกัน กล่าวคือ ขนาดของกังหันลมโตขึ้นเป็นลำดับ ส่วนขนาดของเซลล์แสงอาทิตย์เล็กลงและบางลง นอกจากนี้ยังมีข่าวเรื่องจะไปเก็บเกี่ยวพลังงานทดแทนบนผิวน้ำซึ่งทำให้ไม่ต้องเสียค่าเช่า และสูงขึ้นไปในอากาศ ซึ่งลมแรงกว่าและสม่ำเสมอกว่าบนผิวดิน
มีข้อที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่งว่า หากราคาน้ำมันในอนาคตกลับขึ้นไปอยู่ในระดับสูง จะเป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหาโลกร้อน เพราะจะยิ่งมีความพยายามในการขุดเจาะเอาน้ำมันจากใต้ผิวดินและใต้ผิวน้ำในระดับยิ่งลึกลงไป เพื่อเอาขึ้นมาเผาผลาญเป็นพลังงาน นอกจากนี้ความพยายามที่จะเลิกใช้พลังงานสกปรก เช่น การเผาถ่านหิน ก็จะไม่สัมฤทธิผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่ยากจน
ลึกลงไป ผมจึงอยากจะเชื่อว่าในอนาคตเราจะผลิตพลังงานทดแทนได้เหลือใช้ ในราคาต้นทุนที่ต่ำมาก จนไม่มีความจำเป็นและไม่คุ้มที่จะขุดเจาะเอาน้ำมันจากใต้ดินขึ้นมาใช้อีกต่อไป







