
ตลาดเกิดใหม่ถึงทางแยก ทุนทะลักออก-ค่าเงินร่วง
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
ตลาดเกิดใหม่นับเป็นแหล่งขุมทรัพย์สำหรับนักลงทุนต่างชาติตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากผลตอบแทนที่มากกว่าทางสหรัฐ ซึ่งใช้ดอกเบี้ยต่ำใกล้ศูนย์มายาวนานถึง 6 ปี หลังจากเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2008 ทว่าการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณเตรียมขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างแน่นอนในการประชุมวันที่ 15-16 ธ.ค.นี้ ไม่เพียงแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสหรัฐ แต่ยังถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดเกิดใหม่ทั่วโลกด้วย
แม้เศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่จะมีปัญหาการชะลอตัวที่แตกต่างกันออกไป แต่ปัจจัยลบร่วมที่กระทบต่อเศรษฐกิจมีความคล้ายคลึงกัน โดยธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) คาดการณ์ว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่ในปี 2015 นี้จะย่ำแย่ที่สุด และจะมาถึงทางแยกสำคัญที่ไม่สามารถกลับไปเติบโตแรงเช่นแต่ก่อนได้อีกแล้ว
เพราะเมื่อเฟดเตรียมปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ก็เท่ากับเป็นการบอกกับโลกว่าเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวจากพิษวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 แล้ว ส่งผลให้นักลงทุนเชื่อมั่นในเศรษฐกิจสหรัฐและหันกลับไปลงทุนในสหรัฐมากขึ้น
ผลที่ตามมาก็คือ ประเทศตลาดเกิดใหม่จะเผชิญกับ ภาวะทุนไหลออก จากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งเป็นปัจจัยลบให้เศรษฐกิจไม่สามารถกลับไปโตแรงได้เหมือนแต่ก่อน โดยเวิลด์แบงก์คาดการณ์ว่า ส่วนต่างระหว่างเงินทุนไหลเข้าและไหลออก หรือเงินทุนเคลื่อนย้ายสุทธิของตลาดเกิดใหม่เริ่มทยอยลดลงในปีที่แล้ว จนกระทั่งเหลือศูนย์ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2015 นี้แล้ว
นอกจากนี้ ความผันผวนในตลาดการเงินเพียงเล็กน้อย อาจทำให้ต่างชาติหมดความเชื่อมั่นลงทุนได้ ดังที่เห็นมาแล้วในช่วงเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา หลังจีนปรับลดอัตราอ้างอิงค่าเงินหยวนจนต่างชาติพากันถอนทุนออก
ก่อนหน้านี้ สถาบันการเงินระหว่างประเทศ (ไอไอเอฟ) คาดการณ์ว่า เงินทุนไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ปีนี้อยู่ที่ 5.48 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 19.6 ล้านล้านบาท) น้อยที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008-2009 ที่ทำให้ทุนไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ทำสถิติ
ประการถัดมา คือ ค่าเงินที่อ่อนค่าลง เป็นปัจจัยลบต่อตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะประเทศที่ไม่ได้พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก และจะย่ำแย่ขึ้นไปอีกหลังจากที่เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยผลตอบแทนในรูปแบบค่าเงินเหรียญสหรัฐที่จะดีขึ้น มีผลให้การเข้าไปลงทุนในเหรียญสหรัฐมากขึ้น ส่งผลต่อความต้องการเงินเหรียญสหรัฐให้เพิ่มขึ้นอย่างมาก จนดันดัชนีค่าเงินเหรียญสหรัฐพุ่งแสดงการแข็งค่าที่สุดในรอบ 13 ปี เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.ที่ผ่านมาเลยทีเดียว
ค่าเงินที่อ่อนค่าทำให้หนี้ในรูปแบบสกุลเงินเหรียญสหรัฐมีมูลค่ามากขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ความสามารถชำระหนี้ของประเทศตลาดเกิดใหม่น้อยลงทันที โดยเวิลด์แบงก์ประเมินว่าสัดส่วนหนี้ต่างชาติในตลาดเกิดใหม่เพิ่มขึ้นจาก 30% ในปี 2007 เป็น 36% ในปี 2014 และการที่ค่าเงินอ่อนค่าลงจะทำให้อัตราเงินเฟ้อเกิดขึ้นในประเทศจากมูลค่าการนำเข้าที่แพงขึ้นอีกด้วย
ก่อนหน้านี้ เอสแอนด์พี สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ยังระบุว่า ความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ของตลาดเกิดใหม่จะสูงถึง 40% เลยทีเดียว สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009
การอ่อนค่าของค่าเงินในตลาดเกิดใหม่ที่มากเกินไปยังมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดภาวะอัตราเงินเฟ้อสูงเกินไป อย่างที่ประสบในรัสเซีย โดยในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อของรัสเซียอยู่ที่ 15.8% ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศเกิดใหม่อื่นๆ ในขณะที่ค่าเงินรูเบิ้ลของรัสเซียก็อ่อนค่าแล้วเกือบ 40% เทียบเหรียญสหรัฐ นับตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย. 2014-30 ก.ย. 2015
ประการสุดท้าย การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออก เช่น จีนและกัมพูชา โดยความพร้อมในการรับมือกับสังคมผู้สูงอายุของประเทศเกิดใหม่ ไม่มีทางสู้ประเทศพัฒนาแล้วที่ร่ำรวยกว่า เช่นญี่ปุ่นได้
อย่างไรก็ตาม ไทยและหลายประเทศตลาดเกิดใหม่ต่างได้รับบทเรียนจากวิกฤตการณ์ค่าเงินเอเชียระหว่างปี 1997-1998 มาแล้ว เช่น ค่าเงินที่ลอยตัวอย่างหนักจนส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ จนมีความสามารถมากพอที่จะไม่ก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่ แม้จะไม่อาจกลับไปโตแรงได้เท่าแต่ก่อน เนื่องจากปัญหาพื้นฐานที่สั่งสมหลายด้าน
ประเทศตลาดเกิดใหม่ได้รับบทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ปัจจุบันหลายประเทศพยายามลดสัดส่วนหนี้ต่างชาติที่อยู่ในมือ เพื่อลดภาระที่จะเพิ่มขึ้นหลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย รวมถึงพยายามรับมือกับอัตราเงินเฟ้อที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากสินค้านำเข้าที่แพงขึ้น เนื่องจากผลพวงของอัตราแลกเปลี่ยนพร้อมกันนี้ยังต้องพัฒนาเศรษฐกิจไม่ให้ขึ้นอยู่กับแค่ภาคใดภาคหนึ่งเพียงภาคเดียว และยังพัฒนานโยบายเศรษฐกิจให้ดีขึ้นอีกด้วย
ยกตัวอย่างเช่น เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของจีนที่ทุนสำรองในปี 2014 อยู่ที่เกือบ 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 143.75 ล้านล้านบาท) เทียบกับปีที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งที่ 1.46 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.2 ล้านล้านบาท)
ทุนสำรองมีบทบาทต่อค่าเงินที่อ่อนลง อย่างเช่น จีน ที่แม้จะผูกค่าเงินติดกับเหรียญสหรัฐผ่านอัตราอ้างอิง แต่จีนก็อ่อนค่าอัตราอ้างอิงเงินหยวนของตัวเองลง เพื่อไม่ให้ค่าเงินแข็งค่าตามเหรียญสหรัฐมากจนเกินไปนัก เนื่องจากค่าเงินที่แข็งค่าจะทำให้มูลค่าการส่งออกปรับลดตามไปได้ โดยการส่งออกลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 5 ในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ปริมาณทุนสำรองที่มากยังเพิ่มความน่าเชื่อถือของประเทศนั้นๆ ต่อการรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจอีกด้วย และแม้ค่าเงินจะอ่อนค่าลงจนก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ แต่หลายประเทศเกิดใหม่ต่างพยายามลดอัตราเงินเฟ้อกันไปแล้วนับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ และบางประเทศกำลังประสบกับปัญหาเงินฝืดเสียด้วยซ้ำ
ตลาดเกิดใหม่จึงไม่อาจกลับไปโตแรงเช่นแต่ก่อนได้ แต่ก็มีความสามารถในการรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจและการพัฒนาเศรษฐกิจที่ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนอีกด้วย โดยเวิลด์แบงก์แนะนำว่าควรที่จะพยายามสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุนของเอกชน ส่งเสริมตลาดแรงงาน จัดการปัญหาคอร์รัปชั่น และเพิ่มประสิทธิภาพของรัฐบาลต่อไป







