
แก้ปมปิโตรเลียมโยงการเมือง
อารีพงศ์ขออย่าบิดเบือนข้อมูล คปพ.ร้องแยกอำนาจกำกับดูแล “อารีพงศ์” เตือนอย่าบิดเบือนประเด็นแก้กฎหมายปิโตรเลียมหวังผลทางการเมือง
อารีพงศ์ขออย่าบิดเบือนข้อมูล คปพ.ร้องแยกอำนาจกำกับดูแล “อารีพงศ์” เตือนอย่าบิดเบือนประเด็นแก้กฎหมายปิโตรเลียมหวังผลทางการเมือง
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า การแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม และ พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม เป็นการเพิ่มทางเลือกในการเปิดให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ เพื่อความต่อเนื่องในการสำรวจ จึงอยากขอร้องกลุ่มผู้ไม่หวังดีอย่าบิดเบือนข้อมูลในเรื่องนี้และนำมาขยายผลเป็นประเด็นทางการเมือง
ทั้งนี้ การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.ที่ผ่านมา พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน ได้รายงานผลการหารือระหว่างกระทรวงพลังงานต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาการบังคับใช้ พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฯ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งได้สรุปความเห็น 26 ประเด็น ที่ยังมีความเห็นไม่ตรงกันอยู่ โดยมอบหมายให้คณะกรรมการกฤษฎีกาแก้ไขในรายละเอียดก่อนเสนอ สนช.
“ขั้นตอนต่อไปจะแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียม 2 ฉบับ และคณะกรรมาธิการฯ จะประกอบด้วยทั้ง สนช. ภาคราชการ ภาคเอกชน รวมถึงภาคประชาชนประมาณ 35 คน เมื่อมีข้อสรุปที่ชัดเจนก็จะตราเป็นกฎหมายมีผลบังคับใช้ต่อไป” นายอารีพงศ์ กล่าว
ด้าน ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี แกนนำเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงาน (คปพ.) กล่าวว่า ขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ฟังความเห็นภาคประชาชน การเสนอร่างกฎหมายให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา แสดงให้เห็นว่าอย่างน้อย ครม.ก็รับฟังเสียงคัดค้านจากประชาชน
“คปพ.ได้แสดงจุดยืนมาตลอดว่าหนุนร่างแก้ไขของ สนช. ซึ่งต้องแก้ไขปรับปรุงร่างกฎหมายปิโตรเลียมรวม 57 มาตรา ในขณะที่ร่างกฎหมายฉบับกระทรวงพลังงานมีการแก้ไขเพิ่มเติมหลักๆ แค่ 3 มาตรา และแม้ว่าจะมีการเพิ่มระบบแบ่งปันผลผลิต (พีเอสซี) เข้าไปจริง แต่ไม่ได้เขียนรายละเอียดรองรับไว้เลย ส่วนร่าง สนช.ศึกษาจะมีระบบจ้างผลิตให้เป็นทางเลือกด้วย เพื่อรองรับกับแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุคือ แหล่งเอราวัณและบงกชในปี 2565-2566 ซึ่งทรัพย์สินต่างๆ จะต้องตกเป็นของรัฐและเป็นระบบที่จะเกิดผลประโยชน์ชาติสูงสุดในการบริหารแหล่งปิโตรเลียม โดยมีบรรษัทพลังงานแห่งชาติมาดูแล” ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าว
ม.ล.กรกสิวัฒน์ เสนอว่า การบริหารระบบปิโตรเลียมจะต้องไม่มีการสวมหมวกหลายใบ และต้องกำหนดแยกอำนาจไว้อย่างชัดเจน จากปัจจุบันที่กระทรวงพลังงานทำหน้าที่ 3 ด้าน คือ 1.จัดการบริหารพลังงาน 2.การจัดเก็บรายได้เข้ารัฐ และ 3.การกำกับดูแล แต่หากมีการตั้งบรรษัทขึ้นมาจะเข้ามาทำหน้าที่ในการบริหารจัดการพลังงาน ส่วนกระทรวงพลังงานมีหน้าที่กำกับดูแล และกระทรวงการคลังรับผิดชอบในเรื่องการจัดเก็บรายได้ปิโตรเลียม
“จริงๆ แล้วที่ผ่านมาหากกระทรวงพลังงานใช้ร่างกฎหมายที่ สนช.ศึกษาไว้ตั้งแต่ต้นจะใช้เวลาแค่ 1 เดือน ก็น่าจะได้ข้อสรุปในสาระสำคัญก็สามารถเดินหน้าเปิดให้ยื่นสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 21 ได้ทันที” ม.ล.กรกสิวัฒน์ ระบุ







