
ความหวังรัฐธรรมนูญใหม่ ในวันที่ไม่มีรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายจับจ้องกันว่าจะมีโฉมหน้าเป็นประชาธิปไตยและตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาประเทศได้จริงหรือไม่
โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์
ย้อนกลับไปเมื่อ 83 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 10 ธ.ค. ถือเป็นจุดกำเนิดหน้าประวัติศาสตร์ชาติไทยครั้งสำคัญ เพราะเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรสยามฉบับถาวร เพื่อเป็นหลักในการปกครองประเทศให้แก่ปวงชนชาวไทย
รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ยังคงเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายต่างจับจ้องกันว่าจะมีโฉมหน้าเป็นประชาธิปไตยและสามารถตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาของประเทศได้จริงหรือไม่ ตามความคาดหวังของประชาชนคนไทยทั้งชาติที่กำลังรอคอยเรื่องดังกล่าวอยู่ในเวลานี้
สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อดีตประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ มองว่า รัฐธรรมนูญมีผลต่อการปฏิรูปการเมือง หากทิศทางรัฐธรรมนูญมีการเปลี่ยนสาระสำคัญสิ่งที่ดีกว่า เหมือนประเทศฝรั่งเศสหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เปลี่ยนจากระบบรัฐสภาที่ไม่มีเสถียรภาพเป็นกึ่งรัฐสภา ก็สามารถกอบกู้เสถียรภาพประเทศได้
ทั้งนี้ ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ต้องมีสาระสำคัญแท้จริง สามารถนำพาประเทศพ้นวิกฤต แต่การที่รัฐธรรมนูญของไทยทั้ง 19 ฉบับ ส่วนใหญ่ยึดโครงสร้างรัฐสภา ซึ่งใช้มา 83 ปี ล้มลุกคลุกคลานตลอด ถ้าเหมาะสมจริงทำไมการเมืองไทยยังเป็นเช่นนี้อยู่ กรธ.ต้องตั้งคำถามแล้วตอบ ไม่ใช่ลงมือทำและใช้ระบบเดิม เพราะไม่ว่า กรธ.หรือกรรมการชุดใดก็ตามที่เข้ามายังยึดมั่นในแนวทางเดิม ก็ไม่นำไปสู่การปฏิรูปได้
สมบัติ ฉายภาพว่า ถ้ามาดูตามหลักการร่างที่ใช้ในโลก ความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติมี 2 รูปแบบใหญ่ คือ ควบอำนาจและแบ่งแยกอำนาจ โดยการแบ่งแยกเป็นปรัชญาที่แต่ละประเทศนำมาใช้ มีจุดแข็งตรงที่ฝ่ายบริหารมีเอกภาพและมีประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ
ส่วนฝ่ายนิติบัญญัติมีบทบาทในการตรากฎหมายทุกประเภท รวมถึงกฎหมายการเงิน ต่างจากไทยใช้อยู่ คือ เลือก สส. และ สส.เลือกนายกรัฐมนตรี และระบบสภาแท้ของอังกฤษที่ไทยนำมาใช้ คือ นายกฯ เป็น สส.ทำหน้าที่บริหารและนิติบัญญัติในเวลาเดียวกัน คำถามคือจะเอาเวลาไหนไปแก้ปัญหาประชาชนและพัฒนาประเทศ เพราะหมดไปกับงานในรัฐสภา
ทั้งนี้ สภาพปัญหาประเทศไทย รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่สามารถทำให้ประเทศแข่งขันกับชาติที่พัฒนาแล้วได้ เพราะระบบควบอำนาจมีผลต่อรัฐบาล ทำให้ไม่มีเอกภาพ เสถียรภาพ และการออกแบบการเลือกตั้งให้มีรัฐบาลผสม โดยเฉพาะการเลือกระบบสัดส่วนผสม ซึ่งใช้มาแล้วในประเทศเยอรมนี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1949 และก็ไม่ประสบความสำเร็จ อีกทั้งประเทศไทยเคยมีมาแล้ว ทำให้การเมืองไม่มีเสถียรภาพ ดังนั้นการใช้ระบบนี้มีโอกาสสูงมากทำให้รัฐบาลไม่เข้มแข็ง
“เท่าที่ฟังตั้งแต่ต้นไม่สามารถนำไปสู่การปฏิรูป และกำหนดนายกฯ มาจากคนนอกได้ ก็ไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะแก่นแท้ประชาธิปไตย คือ อำนาจเป็นของปวงชน หากนายกฯ มาจากคนนอกจะกล่าวอ้างได้อย่างไรว่าประชาธิปไตย ซึ่งไม่ต้องพูดถึงรายละเอียดอื่น เช่น สว.มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม ให้อำนาจนิดเดียว คือ กลั่นกรองกฎหมาย ไม่คุ้ม และไม่สอดรับความต้องการประชาชน”
ขณะที่ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขานุการคณะกรรมการมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ยอมรับว่า จากการที่ติดตามยังเห็นเรื่องดังกล่าวไม่สมบูรณ์ เป็นเพียงแต่ละส่วนเท่านั้น แต่ที่มีการพูดคุยมากที่สุดในประเด็นการเมือง โครงสร้างรัฐสภา เลือกตั้ง สส. สว. และที่มานายกฯ ซึ่งเห็นเป็นเค้าโครงเท่านั้น
ทั้งนี้ เชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นประชาธิปไตยอยู่แล้ว ทว่าคำถามสำคัญ คือ รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยสามารถแก้ปัญหาประเทศที่ประสบมาได้หรือไม่ ต้องมาดูรายละเอียดอีกครั้ง แต่เท่าที่ดูรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีจุดไหนไม่เป็นประชาธิปไตย
คำว่าประชาธิปไตยอยู่ที่การตีความหมาย ซึ่งแต่ละประเทศก็ประยุกต์ใช้ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยไทยก็ไม่มากหรือน้อยกว่าประเทศไหน ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่การร่าง จะทำอย่างไรเพื่อให้แก้ปัญหาที่ผ่านมาได้
เอกนัฏ ระบุว่า ไม่อยากให้ตั้งป้อมโจมตี โดยเฉพาะประเด็นทำเพื่อให้ผ่านประชามติ อยากให้พิจารณาด้วยเหตุผล มองลึกในรายละเอียด แต่จากการศึกษายืนยันไม่มีจุดไหนไม่เป็นประชาธิปไตย ดังนั้นอย่าตีตนไปก่อนไข้
“รัฐธรรมนูญต้องยึดประโยชน์ชาติเป็นหลัก ทุกคนต้องใช้ร่วมกัน ถ้าจะเอาหรือยึดกลุ่มบุคคลไม่ได้ เวลาประเมินตัวรัฐธรรมนูญต้องยึดภาพรวมประโยชน์ชาติเป็นสำคัญ และไม่ห็นว่า กรธ.จะพยายามปกป้องคนกลุ่มไหน”
ด้าน ธิดา ถาวรเศรษฐ์ อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ให้ความเห็นว่า หน้าตาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นประชาธิปไตย แต่จะเป็นแบบประเทศอื่นๆ คงไม่ใช่ เพราะตั้งไว้แล้วให้เป็นแบบไทยๆ คือ รัฐธรรมนูญอนาธิปไตย
ทั้งนี้ ผู้เขียนพยายามหาวิธีเขียนเพื่อให้ผ่านการทำประชามติ เพื่อให้ได้อยู่นานๆ ประหนึ่งขัดแย้งไม่มากเกินไป พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้นายกรัฐมนตรีมาจากคนนอกได้ ขณะเดียวกันก็มอบอำนาจให้กับองค์กรเหนือรัฐธรรมนูญ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ธำรงความเป็นอนาธิปไตยที่ครอบประชาธิปไตยอีกที
“ถ้าคุณมีความสามารถ สิ่งที่เขียนต้องมองด้วยว่ามีผลอย่างไรให้ประเทศ ไม่ใช่ธำรงไว้ซึ่งอำนาจที่ตัวเองต้องการ เหมือนกับรัฐธรรมนูญ 2550 ที่เขาเขียนก่อนยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2540 แม้ที่เขียนครั้งนี้เพื่อแก้ปัญหา แต่จะมีวิสัยทัศน์และวิธีการชาญฉลาดมองปัญหาที่จะตามมาในอนาคตหรือไม่”
ทั้งหมดนี้คือเสียงสะท้อนในวันรัฐธรรมนูญที่ไม่มีรัฐธรรมนูญ







