
"ภุชงค์"จ่ออุทธรณ์มติเลิกจ้างแฉถูกล้วงลูกตลอด
อดีตเลขา กกต.น้ำตาคลอเก็บของ หลังถูกบอกเลิกจ้าง ลั่นอุทธรณ์สู้ แฉยับถูกกกต.ล้วงลูกตลอด
อดีตเลขา กกต.น้ำตาคลอเก็บของ หลังถูกบอกเลิกจ้าง ลั่นอุทธรณ์สู้ แฉยับถูกกกต.ล้วงลูกตลอด
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 9 ธ.ค. นายภุชงค์ นุตตราวงศ์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เดินทางมาเก็บของที่ห้องทำงาน ที่สำนักงาน กกต.พร้อมด้วยนางพรวรินทร์ นุตตราวงศ์ ภรรยา หลังกกต.มีมติเลิกจ้างเนื่องจากไม่ผ่านการประเมินผลการทำงาน โดยนายภุชงค์ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า สิ่งแรกที่ตนจะดำเนินการคือการยื่นอุทธรณ์ต่อ กกต. หาก กกต.ยังยืนยันมติเดิมก็จะยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง ซึ่งขณะนี้ยังไม่ทราบว่าไปยื่นได้เมื่อไหร่ เพราะขณะนี้ทราบเพียงว่ามีมติออกมาแล้ว ยังไม่มีหนังสือเป็นทางการ โดยให้เหตุว่าเลขาธิการ กกต.ทำงานล่าช้า ซึ่งตนได้ชี้แจงไปแล้วในบางเรื่อง โดยยืนยันว่าทุกเรื่องเกิดจากคณะกรรมการ แผนยุทธศาสตร์ปฏิบัติการแต่ละปีถูกรื้อหมดส่งมาและมีคำสั่งให้แก้ไข โครงการไม่เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์และโครงการที่ล้ำไปปี 59 คือโครงการที่คณะกรรมการคิดเองทั้งหมด
"ผมพร้อมที่จะขึ้นศาล ผมจะขึ้นศาล ผมไม่กลัวว่าเครือข่ายของท่านจะเป็นอย่างไร แต่ผมยืนยันว่าความยุติธรรมที่ศาลมีขอฝากถึงคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะนายมีชัย ฤชุพันธ์ และกรรมการร่างที่เป็นอดีต กกต. ให้ดูแลบทเฉพาะกาล โดยให้มีการแยกการทำงานของคณะกรรมการกกต.และสำนักงาน กกต.ให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้มีการแทรกแซงจากคณะกรรมการ กกต. ไม่ใช่ถูกล้วงลูกจากที่ปรึกษา และผู้เชี่ยวชาญ เพราะมีการล้วงลูกอย่างมาก เพราะเส้นแบ่งของสำนักงาน กกต.กับคณะกรรมการ กกต.มีอยู่แล้ว คือเลขาธิการ กกต.เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร คณะกรรมการ กกต.จะลงนามคำสั่งไม่ได้ ขณะเดียวกัน พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญเรื่องคณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดให้รองเลขาธิการเป็นผู้ช่วยในการทำงานด้านต่างๆ ในแต่ละด้านที่มีเลขาฯ ดูแล ไม่ใช่ให้ คณะกรรมการ กกต. เข้ามาล้วงลูกในแต่ละด้าน ซึ่งที่ผ่านมา กกต.ในอดีตไม่ได้เข้ามาก้าวก่ายงานมากเหมือนเช่น กกต.ชุดนี้" นายภุชงค์ กล่าว
อดีตเลขาธิการ กกต. กล่าวว่า ที่ประเมิน 9 ข้อ ระบุว่าตนทำไม่ได้ มีบางข้อที่ทำไม่ได้เพราะมี กกต.เองสั่งระงับ พอตนรายงาน ทางอนุกรรมการก็เสนอ กกต.ให้วัดผลตนอีก 15 โครงการ ปรากฎว่าไม่เห็นชอบด้วย แม้แต่โครงการต่างๆ ที่ทำมาซึ่งเป็นประโยชน์ และยังมีข้อเสนออีก 9 ข้อที่มอบให้เลขาธิการทำ มีการทำทุกอย่างเพื่อต้องการให้ตนพ้นจากหน้าที่ เป็นเพราะส่วนใหญ่เมื่อสั่งอะไรให้ตนทำที่ไม่ถูกต้อง ตนก็ไม่ทำ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ ซึ่งเหตุการณ์ที่ สปช.ล้มร่างรัฐธรรมนูญเป็นเหตุการณ์ที่ตนดีใจที่สุด เพราะ กกต.ต้องรับผิดชอบเรื่องการพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญแจกจ่ายให้ประชาชน ซึ่งมีใบสั่งสะพัด แต่ขอไม่เปิดเผยรายละเอียด โดยเฉพาะการจัดพิมพ์ที่ตนจะขอให้ป.ป.ช.และสตง.ร่วมเป็นคณะกรรมการด้วยก็ถูกคัดค้านจากผู้ใหญ่หลายคน และฝากให้ติดตามว่าหากมีการพิมพ์รัฐธรรมนูญแจกในครั้งนี้จะเป็นอย่างไร ส่วนการเตรียมการออกประชามติ มีการประชุมทุกสัปดาห์มีการเตรียม การเรื่องการจัดทีม การออกระเบียบ ประกาศต่างๆ ไม่เคยปล่อยให้ถึงเวลาแล้วรีบทำ อย่างไรก็ตาม แม้ตนไม่อยู่ก็ไม่เป็นไร แต่สำนักงาน กกต.จะต้องมีอยู่ และต้องให้ความเป็นธรรมกับคนทั่วไป
นายภุชงค์ กล่าวว่า ทุกโครงการเลขาธิการฯ จะเป็นคนทำและกำกับ แต่แท้ที่จริง รองเลขาธิการฯไปร่วมกับคณะกรรมการ กกต. ทำให้เกิดการกลับหัวกลับหาง การบริหารงานของที่นี่ แทนที่จะให้เลขาธิการเป็นผู้รับผิดชอบ กลับกลายเป็นว่าตัวคณะกรรมการการอยากทำอะไรก็ทำ จะแก้ไขก็ทำได้ทุกอย่างโดยใช้มติของคณะกรรมการ จะไปต่างประเทศก็ได้ ซึ่งช่วงปี 57-58 มีการเดินทางไปต่างประเทศถึง 15 ครั้ง ขอให้ไปดูว่าเลขาธิการมีการเดินทางกี่ครั้ง ซึ่งหากเป็นการเดินทางด้วยตนเองก็คงไม่เป็นไร แต่กลับมีผู้ติดตามไปด้วย 5-10 คน ทั้งที่มีการเชิญเพียง 1-2 คน ทำให้ทาง กกต.ต้องมีการเพิ่มเติมงบประมาณในส่วนเข้าไป ทำให้งบประมาณของ กกต.ลดน้อยลงมาก
นอกจากนี้ยังมีการยกเลิกกฎระเบียบเดิมและตั้งขึ้นใหม่ โดยการตั้งที่ปรึกษา 1 คน ปรับเงินเดือนจาก 30,000 บาทเป็น 60,000 บาท ผู้เชี่ยวชาญ 2 คน โดยมีเงินเดือน 40,000-45,000 บาทและเลขานุการอีก 1 คน รวมทั้งผู้ช่วยเลขานุการ มีเงินเดือนอีก 40,000 บาท ทั้งที่มีระเบียบและการจัดโครงสร้างที่มีผู้อำนวยการฝ่ายประจำคอยช่วยเหลืออยู่แล้ว ทำให้เกิดความซ้ำซ้อน
นายภุชงค์ ยันยืนว่าไม่ได้รับเป็นธรรมทั้งจากอนุกรรมการประเมินผล และ กกต. เนื่องจากไม่เคยเปิดโอกาสให้ตนได้เข้าชี้แจง ไม่แจ้งแนวทางการประเมินแต่ยังใช้อำนาจเรียกผู้อื่นมาให้ข้อมูล และจากนี้หากจะให้อยู่ต่อตนก็จะไม่กลับมาอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ ระหว่างให้สัมภาษณ์ใกล้เสร็จสิ้นเป็นช่วงที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินทางมาร่วมงานที่อาคารศูนย์ราชการและกำลังจะเดินทางกลับ นายภุชงค์ก็ได้หยุดให้สัมภาษณ์และหันไปดักรอนายกรัฐมนตรีโดยนายภุชงค์ได้เข้าไปแนะนำตัวกับ นายกฯ โดยกล่าวว่า "ท่านครับ ผมภุชงค์ นุตตราวงศ์ อดีตเลขาธิการกกต.มาสวัสดีท่านครับ ท่านปานเทพครับ สวัสดีครับ และยังไม่ทันได้กล่าวอะไรต่อ นายกรัฐมนตรี เพียงแต่ชี้ไปยังนายภุชงค์และพยักหน้ารับทราบและหันไปพูดคุยกับนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ว่า "คนนี้ที่ถูกให้ออกจากราชการ" ก่อนที่จะเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่ทำเนียบรัฐบาลต่อไป ทั้งนี้ภายหลังการให้สัมภาษณ์ของนายภุชงค์ มีเจ้าหน้าที่ในสำนักงาน กกต.ได้มอบกุหลาบสีขาวเพื่อเป็นกำลังใจให้นายภุชงค์ ทำให้นายภุชงค์ถึงกับน้ำตาไหลก่อนที่ขึ้นไปเก็บของที่ห้องทำงานต่อไป







