
เศรษฐกิจไทยอมโรคหนี้จำนำข้าวกดทับ
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลที่ผ่านยังเป็นมรสุมทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศที่ยังแก้ไม่ได้ สางไม่หลุด
ในแง่ของปัญหาทางการเมือง มีการฟ้องร้องอดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ที่ปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ทำให้เกิดความเสียหายกับประเทศจำนวนมาก
ขณะเดียวกัน อดีต รมว.พาณิชย์ บุญทรง เตริยาภิรมย์ และพวก ก็ถูกฟ้องทุจริตในการขายข้าวแบบจีทูจีเป็นเท็จ โดยทั้งอดีตนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ยังถูกดำเนินการทางแพ่งเพื่อให้ชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นวงเงินที่คาดว่าไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาท
ความเสียหายที่เกิดขึ้นถือเป็นมรสุมทางเศรษฐกิจใหญ่พอสมควร เพราะความเสียหายดังกล่าวสุดท้ายนี้ไม่พ้นต้องนำเงินภาษีมาชดใช้ หากรัฐบาลไม่สามารถเรียกร้องความเสียหายจากผู้ที่เกี่ยวข้องได้
หากดูตัวอย่างที่ผ่านมา กรณีของบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน รัฐบาลยังไม่สามารถดำเนินการให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดชดใช้ความเสียหายได้แม้แต่บาทเดียว ขณะเดียวกัน รัฐบาลกลับต้องนำเงินภาษีจ่ายชดเชยความสียหายให้กับเอกชนที่ดำเนินโครงการเป็นเงินถึงหมื่นล้านบาท
กรณีนี้ทำให้โครงการรับจำนำข้าวถูกมองว่าจะเดินตามรอยบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่านไปโดยปริยาย
แม้ว่าที่ผ่านมา รัฐบาลจะแพลมออกมาว่าอาจจะใช้ไม้แข็ง คือใช้อำนาจนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 44 สั่งให้ผู้กระทำผิดชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่ก็เงียบหายไป เพราะเป็นเรื่องอ่อนไหวอย่างมากทางการเมือง
ในแง่ของเศรษฐกิจ หนี้ของโครงการรับจำนำข้าวยังเป็นมรสุมที่ยังหาทางแก้ไม่ได้ ล่าสุด หนี้ที่ใช้ในโครงการรับจำนำข้าวมีอยู่ 5.2 แสนล้านบาท ถือเป็นจำนวนที่มากกว่ากรอบที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติกำหนดไว้ว่าต้องลดหนี้ลงให้เหลือไม่เกิน 5 แสนล้านบาท ภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2558 แต่รัฐบาลก็ไม่สามารถลดลงตามมติ ครม.ได้ เพราะการระบายข้าวของรัฐบาลที่เหลืออีก 12-13 ล้านตัน ทำได้ล่าช้ามาก
ด้วยเหตุนี้ กระทรวงการคลังจึงต้องขอ ครม. ขยายเวลาการลดหนี้ออกไปอีก 1 ปี คือภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2559 ต้องลดหนี้ให้เหลือไม่เกิน 5 แสนล้านบาท
หากพิจารณาจากตัวเลขหนี้จำนำข้าว จะเห็นว่าเกินจากกรอบที่กำหนดไว้แค่ 2 หมื่นล้านบาทเท่านั้น แต่กลับต้องใช้เวลาอีกกว่า 1 ปี เพื่อหาเงินมาลดหนี้จำนวนนี้ลง แสดงให้เห็นว่าการระบายข้าวที่อยู่ในโครงการรับจำนำมีปัญหาหนักหนาสาหัส เพราะมีทั้งปัญหาที่เกิดจากคุณภาพข้าวแย่อย่างมากจนทำให้ราคาตก ส่งผลกระทบให้เจ้าหน้าที่ไม่กล้าขายข้าว เพราะหากขายต่ำกว่าต้นทุนอาจจะมีความผิดฐานทำให้รัฐเสียหายได้ แม้ว่าที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีจะใช้อำนาจมาตรา 44 ออกคำสั่งคุ้มครองการทำงานของเจ้าหน้าที่แล้วก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ทำให้การระบายข้าวทำได้ไวขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องราคาซื้อข้าวที่ผู้ซื้อข้าวไม่มีทางตกลงราคาได้ง่ายๆ เช่น การขายข้าวเสียที่บริโภคไม่ได้เพื่อไปทำเอทานอล ผู้ซื้อตีราคาข้าวเสียให้ตันละ 4,000-5,000 บาทเท่านั้น จากต้นทุนข้าวที่รับจำนำมาเมื่อสีเป็นข้าวสารแล้วอยู่ที่ตันละ 2.4 หมื่นบาท และแม้จะตกลงขายได้ ราคาที่ได้ก็อาจจะทำให้ได้เงินจำนวนไม่มากพอที่จะทำให้หนี้ลดลง 2 หมื่นล้านบาทตามแผน
ยิ่งไม่ต้องไปคิดถึงการแก้ปัญหาหนี้ก้อนใหญ่ 5 แสนล้านบาท ที่ยังมองไม่เห็นทางว่าจะใช้แนวทางใดในการชดใช้ภาระหนี้ดังกล่าว เพราะเงินหลักที่จะนำมาชำระหนี้มาจากการระบายข้าว แต่เมื่อการระบายข้าวเป็นอัมพาต ส่งผลให้หนี้จำนำข้าวกลายเป็นเสมือนหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) วงเงิน 1 ล้านล้านบาท ก่อนหน้านี้ ที่ปัจจุบันรายได้ที่ได้มาสามารถชำระได้แต่ดอกเบี้ย แต่ไม่มีเงินชำระเงินต้น
ที่ผ่านมาสมัย สมหมาย ภาษี เป็น รมว.คลัง มีนโยบายจะออกกฎหมายพิเศษให้กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อบริหารจัดการหนี้จากโครงการรับจำนำข้าว วงเงิน 5 แสนล้านบาทดังกล่าว กฎหมายที่ออกมาจะโอนหนี้ข้าวที่ปัจจุบันมีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นเจ้าหนี้ มาไว้ที่กระทรวงการคลัง และกำหนดการใช้หนี้ที่ชัดเจน คือภายใน 20-30 ปี เหมือนกับหนี้ของกองทุนฟื้นฟูฯ
แต่เมื่อเปลี่ยน รมว.คลัง มาเป็น อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ ซึ่งไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว เพราะกลัวคนเข้าใจผิดว่ารัฐบาลกู้เงินก้อนใหญ่ ทำให้ตลาดเงินตกใจ ทั้งที่เป็นการบริหารหนี้เดิม และกังวลว่าการรับแต่หนี้มาแต่ไม่รับทรัพย์สินมาด้วยจะผิดหลักการทางบัญชี ทำให้คลังเกิดความเสียหาย
เมื่อการออกกฎหมายล้างหนี้จำนำข้าวถูกตีตก ส่งผลให้การบริหารหนี้จำนำข้าวต้องทำแบบเดิมเหมือนที่ผ่านมา คือ ใช้แต่ดอกเบี้ยเงินต้นอยู่เท่าเดิม หากคิดต้นทุนกู้เงินที่ประมาณ 3% วงเงิน 5 แสนล้านบาท ทำให้รัฐบาลต้องจ่ายดอกเบี้ยเปล่าๆ ปีละ 1.5 หมื่นล้านบาท หนี้ดังกล่าวกู้มาแล้ว 3 ปี ต้องเสีย
ดอกเบี้ยไปแล้วถึง 4.5 หมื่นล้านบาท
เมื่อดูจากการปิดบัญชีรอบล่าสุด วันที่ 30 ก.ย. 2557 โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลที่ผ่านมามีการดำเนินการขาดทุนถึง 5 แสนล้านบาท และการปิดบัญชีรอบวันที่ 31 ก.ย. 2558 คาดว่าผลขาดทุนจะเพิ่มขึ้นจากข้าวที่เสื่อมสภาพมากขึ้น ยังไม่นับภาระดอกเบี้ยจ่ายและค่าบริหารจัดการโครงการ แสดงให้เห็นว่าถึงวันนี้แม้จะขายข้าวในโครงการรับจำนำได้หมด หนี้จำนำข้าวก็ยังเหลืออีกกว่า 5 แสนล้านบาท หรือคิดง่ายๆ ผลขาดทุนที่เกิดขึ้น ก็คือหนี้ของโครงการรับจำนำข้าว ที่สุดท้ายหนีไม่พ้นจะใช้เงินภาษีประชาชนมาถมใช้คืน
ดังนั้น รัฐบาลต้องเร่งหาทางบริหารจัดการหนี้โครงการรับจำนำข้าวให้มีประสิทธิภาพมากกว่าที่ทำอยู่ปัจจุบัน ที่ชำระได้แต่ดอกเบี้ย แต่ไม่สามารถลดเงินต้นได้ เพราะหากปล่อยไปอย่างนี้เป็น 10 ปี ก็ต้องใช้เงินภาษีประชาชนมาใช้หนี้ในส่วนของดอกเบี้ยถึง 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นเงินจำนวนมากมายมหาศาล สามารถนำมาตั้งกองทุนไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ ฟันด์ โดยไม่ต้องพึ่งสถาบันการเงินใดๆ ได้เลย
นอกจากนี้ หากไม่แก้ปัญหาหนี้จำนำข้าวให้เบ็ดเสร็จ ปัญหาที่ตามมาคือ ฐานะการเงินการคลังของประเทศจะอ่อนแอ เครดิตของประเทศจะมีปัญหาได้ เพราะสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือเองก็ประกาศแล้วว่า จะจับตาเรื่องการบริหารจัดการหนี้ในโครงการรับจำนำข้าว เหมือนการจับตาการบริหารหนี้ของ FIDF เมื่อหลายปีที่ผ่านมา หากรัฐบาลมีความชัดเจนว่าสามารถจ่ายได้ทั้งดอกเบี้ยและยังลดเงินต้นได้ก็จะเป็นผลดีกับเครดิตและเศรษฐกิจของประเทศไทย
แต่หากไม่สามารถสางหนี้จำนำข้าว หาทางใช้เงินต้นให้ลดลงได้ชัดเจน และมีเวลาการชำระที่แน่นอน เศรษฐกิจไทยก็จะอมโรค เพราะมีหนี้จำนำข้าวถ่วงให้เดินหน้าไปไม่ได้เร็วอย่างที่คิดไว้







