posttoday
คสช.กับพระปฐมบรมราชโองการ

คสช.กับพระปฐมบรมราชโองการ

08 ธันวาคม 2558

สัญลักษณ์สำคัญของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ปรากฏต่อประชาชนชาวไทยตั้งแต่วันแรกๆ

โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน

สัญลักษณ์สำคัญของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ปรากฏต่อประชาชนชาวไทยตั้งแต่วันแรกๆ หลังการเข้า “ควบคุมอำนาจ” เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 จนถึงทุกวันนี้ คือ เพลงคืนความสุขให้ประชาชน ที่ข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. เป็นผู้แต่งด้วยตนเอง

หลังจากเวลาผ่านไปกว่า 1 ปีครึ่ง คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ  คสช.สามารถทำได้จริงหรือไม่ มากน้อยเพียงใด

แน่นอนว่าหาก คสช.ดำเนินการตามรอยพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงประกาศในพระปฐมบรมราชโองการที่ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ด้วย “ความรู้ ความสุจริต ปัญญา และสติ” โดยแท้จริง คสช.ก็น่าจะประสบความสำเร็จตามปณิธานที่ตั้งไว้มากกว่าล้มเหลว

“ความรู้ ความสุจริต ปัญญา และสติ” คือพระบรมราโชวาทที่พระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้าทรงนิพนธ์พระราชทานแก่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสณบัณฑิต กรมขุนพิทยลาภพฤฒิธาดาพระอนุชาของพระองค์ท่าน

โคลงพระราชนิพนธ์บทนั้นคือ

แต่งานบางอย่าง นอกจากไม่ประสบความสำเร็จแล้ว อาจเป็นการทำลายสิ่งดีๆ ที่มีอยู่แล้วให้เสื่อมลง ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะไม่ควรเกิดขึ้นกับ คสช. ซึ่งน่าเชื่อว่าเข้ามาควบคุมอำนาจโดยสุจริต

หนึ่งในเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น คือ การเข้าไปใช้อำนาจ “จัดการ” กับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

มูลเหตุสำคัญของเรื่องนี้เกิดจาก นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น ก่อเรื่องโจมตีกล่าวหา สปสช.จนกลายเป็นความขัดแย้งรุนแรง กระทบต่อประชาชน ซึ่งหัวหน้า คสช.ได้ใช้อำนาจนายกรัฐมนตรีย้าย นพ.ณรงค์ ไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และปัญหาก็เริ่มคลี่คลายลงตามลำดับ แต่เพราะ นพ.ณรงค์ มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบุคคลสำคัญบางคนในรัฐบาลในที่สุดก็เกิดการ “เอาคืน” คือการสั่งย้าย นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการ สปสช. ไปนั่ง “ตบยุง” ที่กระทรวงสาธารณสุข มาราว 6 เดือนแล้ว โดยไม่สามารถระบุความผิดใดๆ ได้

ที่ร้ายกว่านั้นคือการใช้อำนาจของคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) เข้าไปสั่งการให้ สปสช. แก้ไขเปลี่ยนแปลงวิธีการดำเนินงานตามที่อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุขกล่าวหาหลายเรื่อง ซึ่งหากกระทำตามจะกระทบต่อประสิทธิผลและประสิทธิภาพ การดำเนินงานของ สปสช.อย่างมาก ข้อสำคัญคือจะสร้างความเสียหายแก่ประชาชนและประเทศชาติอย่างร้ายแรง โดยน่าจะขัดต่อเจตนารมณ์แห่ง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติพ.ศ. 2545 หลายประการ

เรื่องดังกล่าว กระทรวงสาธารณสุขได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นตรวจสอบการดำเนินงานของ สปสช. มีนักกฎหมายคือผู้ตรวจการอัยการจากสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นประธาน สรุปว่า สปสช.ดำเนินการไปโดยถูกต้องในเกือบทุกเรื่อง ซึ่งหากยอมรับรายงานความเห็นดังกล่าว ปัญหาก็ควรยุติ และไม่เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติและประชาชน แต่รายงานดังกล่าว “ไม่ถูกใจ” ผู้มีอำนาจที่ถือหางอดีตปลัดกระทรวงฯ ทำให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นอีกคณะหนึ่ง  คือ “คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาในการบริหารงานและการใช้จ่ายงบประมาณของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” มีผู้ตรวจการอัยการอีกท่านหนึ่งเป็นประธาน สรุปความเห็นออกมาตรงข้ามกับความเห็นของคณะกรรมการที่กระทรวงสาธารณสุขแต่งตั้งในทุกเรื่อง

กรณีนี้กำลังจะเหมือนกับคดีพระยอดเมืองขวางที่ศาลไทยพิจารณาแล้วว่าพระยอดเมืองขวางไม่ผิด แต่ไม่เป็นที่พอใจของฝรั่งเศส ฝรั่งเศสจึงบีบบังคับให้ไทยดำเนินคดีใหม่ มีองค์คณะผู้พิพากษาที่ฝรั่งเศสเป็นเสียงข้างมาก ในที่สุดพระยอดเมืองขวางก็ถูกตัดสินลงโทษจำคุก เป็นบาดแผลฝังใจคนไทยมาจนทุกวันนี้

กรณีของ สปสช.ก็กำลังจะเกิดปัญหาคล้ายคลึงกัน หาก คสช.ใช้อำนาจสั่งการให้ สปสช.ทำตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการชุดใหม่ จะกระทบกับประชาชนอย่างร้ายแรงในหลายเรื่อง

เรื่องแรกคือ การห้าม สปสช.ซื้อยาจากองค์การเภสัชกรรม แต่ให้จ่ายเงินตรงเฉพาะกับ “หน่วยบริการ” คือโรงพยาบาลต่างๆ เท่านั้น ข้อวินิจฉัยดังกล่าวจะสร้างความเสียหายอย่างมากให้แก่ทั้งคนไข้และประเทศชาติ

ตัวอย่างเช่น การซื้อน้ำยาล้างไตให้แก่คนไข้ไตวายระยะสุดท้าย ปัจจุบัน สปสช.เป็นผู้เข้าไป “บริหารจัดการ” ซื้อน้ำยาล้างไตจากองค์การเภสัชกรรมส่งให้คนไข้ถึงบ้าน ซึ่งได้ผลดี เพราะเป็นระบบ “ซื้อยารวม” ที่กระทรวงสาธารณสุขพัฒนามานานนับสิบปี สตง.ก็ส่งเสริมระบบนี้ ระบบดังกล่าวทำให้เกิดประสิทธิภาพสูง สามารถลดราคาน้ำยาลงจากถุงละ 140-200 บาท ในช่วงเริ่มต้น เหลือเพียง 95 บาทเท่านั้น จึงประหยัดงบประมาณได้มาก ราคาดังกล่าวรวมค่าขนส่งถึงบ้านคนไข้ทุกคนด้วย ระบบดังกล่าวดำเนินการมาได้อย่างราบรื่น เป็นผลดีอย่างมากแก่ผู้ป่วย แม้ในช่วงน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 ก็สามารถดำเนินการได้โดยเรียบร้อย

แต่หากทำตามข้อวินิจฉัยใหม่ ระบบบริหารจัดการจะกลายเป็นแบบ “เบี้ยหัวแตก” เพิ่มภาระการบริหารให้แก่หน่วยบริการนับพันแห่ง ราคาน้ำยาจะต้องสูงขึ้น ทำให้รัฐจะต้องจ่ายเพิ่มโดยใช่เหตุ ที่สำคัญจะเกิดความขลุกขลักและเพิ่มภาระมากมายให้แก่คนไข้และโรงพยาบาลทั่วประเทศ ต่อไปคนไข้ไตวายเรื้อรังที่ทุกข์ยากจากโรคร้ายอยู่แล้ว จะต้องเพิ่มภาระในการไปติดต่อโรงพยาบาลแต่ละแห่ง ซึ่งคนไข้ก็แน่นอยู่แล้ว และอาจต้องมีภาระค่าใช้จ่ายในการขนน้ำยาเดือนละ 240 ถุง ไปบ้านเองทุกเดือนด้วย

กฎหมายเรื่องเดียวกัน คณะกรรมการที่มีผู้ตรวจการอัยการเป็นประธานทั้งสองคณะ ตีความตรงข้ามกัน อะไรคือบรรทัดฐาน การตีความควรยึดหลักความชอบธรรม และข้อสำคัญคือประโยชน์สุขของประชาชน และประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้งมิใช่หรือ

คสช.คงต้องถามตัวเองว่ากำลัง “ครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” จริงหรือไม่

ข่าวล่าสุด

ฝรั่งเศสเดือด! ม็อบค่าครองชีพลามเป็นจลาจล ปะทะตำรวจทั่วประเทศ

ฝรั่งเศสเดือด! ม็อบค่าครองชีพลามเป็นจลาจล ปะทะตำรวจทั่วประเทศ