posttoday

สุเทพ น้อยไพโรจน์ ลั่นกู้ "วิกฤตศรัทธา" กรมชลฯ

08 ธันวาคม 2558

"เป็นภาระในใจเหนือสิ่งอื่นใด ที่ผมต้องการทำให้สำเร็จ คือการเรียกคืนศรัทธาของประชาชนกลับมา"

โดย...สิทธิณี ห่วงนาค

หลังมหาอุทกภัย พ.ศ. 2554 กรมชลประทานได้ทั้งเลือดและน้ำตากลับมา เพราะคนทั้งประเทศเทใจ เชื่อว่าเป็นผลมาจากการบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาดของกรมชลประทาน

สุเทพ น้อยไพโรจน์ อธิบดีกรมชลประทานคนใหม่ ในฐานะที่อยู่ในวิกฤตดังกล่าว และปัจจุบันกลับมาอยู่ในภาวะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตที่ตรงกันข้ามกันสุดขั้ว คือ “แล้งมหาวินาศ” ผู้นำคนนี้จึงขอใช้สถานการณ์พลิกฟื้นวิกฤต เพื่อเรียกศรัทธาประชาชนคืนกลับมาสู่กรมชลประทาน

สุเทพ กล่าวว่า จะขออาสาเข้ามาใช้เวลา 1 ปี ในการกอบกู้ชื่อเสียงของกรมชลประทาน และทำให้ประชาชนกลับมาเชื่อมั่นในศักยภาพของหน่วยงาน โดยจะใช้หลักวิชาการชลประทาน บริหารสถานการณ์ภัยแล้งที่รุนแรงเป็นประวัติการณ์ โดยที่ประชาชนทุกภาคส่วนจะสามารถผ่านสถานการณ์ไปได้ด้วยดีทุกฝ่าย เพื่อเป็นการตอกย้ำว่า การบริหารน้ำของกรมชลประทาน โดยอาศัยหลักวิชาการชลประทานคือความถูกต้อง และจะได้รับความเชื่อถือเหมือนกับศาสตร์วิชาการอื่น

“เป็นภาระในใจเหนือสิ่งอื่นใด ที่ผมต้องการทำให้สำเร็จ คือการเรียกคืนศรัทธาของประชาชนกลับมา ซึ่งในวิกฤตมหาอุทกภัย 2554 ขณะนั้น ผมเป็นผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน และอยู่ในกระบวนการแก้ไขปัญหา ทำให้เห็น เรียนรู้ และเข้าใจสถานการณ์ และเรียนรู้การบริหาร ท่ามกลางการกำหนดโดยฝ่ายนโยบายว่าเป็นอย่างไร”

ผู้บริหารสูงสุดของกรมชลประทาน บอกว่า สถานการณ์ในช่วงมหาอุทกภัยปี 2554 กลายเป็นประสบการณ์สำคัญที่ต้องจำจนตาย ว่า การวิเคราะห์สถานการณ์ล่วงหน้า การวางแผนการจัดการ การวิเคราะห์สถานการณ์ ต้องมองไปข้างหน้าเป็นสำคัญว่า หากทำอะไร กระทบอะไร ไม่ทำอะไร จะกระทบกับอะไรมาประกอบด้วย  เพราะการตัดสินใจบางครั้งแม้ถูกต้องแต่ช้าเกินไปบางขณะ อาจทำให้เกิดผลกระทบที่คาดไม่ถึงได้

“บางครั้งการแก้ไขอาจไม่เท่าทันกับสถานการณ์ ดังนั้นการยืนหยัดการบริหารจัดการน้ำตามหลักวิชาการที่ถูกต้อง ผมเชื่อว่าจะเป็นหลักสำคัญที่จะสามารถพาประเทศฝ่าวิกฤตได้ ฉะนั้นผมจะขอใช้ประสบการณ์ในขณะนั้นมาปรับใช้กับการบริหารวิกฤตภัยแล้ง ซึ่งเชื่อว่าเมื่อยึดมั่นในวิชาการ กรมชลฯ จะพาคนไทยผ่านวิกฤตนี้ไปได้”

สำหรับการบริหารจัดการน้ำที่เขาจะวางไว้เป็นอย่างไรนั้น อธิบดีกรมชลฯ ผู้นี้แจกแจงว่า ทั้งหมดอยู่ที่การวิเคราะห์สถานการณ์ที่ต้องอ่านให้ออก และยืนยันหลักวิชาการให้ได้ ที่สำคัญคือการบริหารน้ำ กรณีน้ำมากต้องเร่งให้น้ำลงทะเลเร็วที่สุดผ่านทางหลักที่มี ส่วนทุ่ง แก้มลิง เอาเป็นเครื่องมือเสริม จะหน่วงน้ำ ชะลอน้ำ หรือใช้สลับการจราจร ทั้งหมดอยู่ที่สถานการณ์ แต่หากจะมีสิ่งใดมาทำให้ผิดเพี้ยน มองข้างหน้าแล้วเสียหายแน่ จะต้องไม่ยินยอมและยืนหยัดให้ได้

ในสถานการณ์ปัจจุบันนั้น สุเทพ มองว่า ภาวะความแปรปรวนของสภาพอากาศทำให้รูปแบบของการเกิดฝนหรือภัยแล้งรุนแรงกว่าปกติ สิ่งสำคัญมากคือสร้างองค์ความรู้ให้ประชาชน เรียนรู้การอยู่กับภาวะน้ำท่วม ฝนแล้ง และการเรียนรู้ในการปรับตัวให้สอดคล้องกับให้รู้จักน้ำขึ้น น้ำลง รู้จักน้ำหลาก รู้ธรรมชาติของน้ำ

“คนลุ่มภาคกลาง ลุ่มเจ้าพระยา ต้องรู้จักคลองโผงเผง จ.อ่างทอง ว่าเป็นที่ลุ่มต่ำนอกคันคลองชลประทาน น้ำมานิดเดียวก็ท่วม ขณะเดียวกันเป็นจุดสังเกตในการเตรียมรับมือน้ำหลาก ไม่ใช่ตกใจและตั้งโจทย์ว่า ประเทศไทย พื้นที่ไหนก็น้ำท่วมไม่ได้ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด น้ำหลาก น้ำท่วม เกิดได้ แต่ทำอย่างไรไม่ให้เดือดร้อน ให้ทุกฝ่ายผ่านพ้นสถานการณ์ได้ และเมื่อแล้ง การร่วมมือกันในการเคารพกติกาการใช้น้ำเพื่อทุกภาคส่วน เหล่านี้คือสิ่งที่เราต้องร่วมกันสร้าง และเมื่อประชาชนเรียนรู้ ต่อการบริหารที่ผิดเพี้ยน ประชาชนจะมองออกและช่วยขนาบรัฐ”

สุเทพ มองว่า ผลของสองวิกฤตทำให้คนไทยเริ่มเรียนรู้มากขึ้น แม้บางกลุ่มยังไม่ยอมเปลี่ยนแปลง แต่เชื่อว่าสถานการณ์ภัยแล้งปี 2558/2559 นี้ จะเป็นบทเรียนสำคัญที่จะทำให้คนในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาลุกขึ้นมาปรับปรุงการใช้น้ำของตัวเอง เหมือนกับการเซตระบบการใช้น้ำใหม่ โดยเฉพาะเกษตรกรที่จะต้องหันมาทดลองปลูกพืชใช้น้ำน้อย รู้จักการพักนาเหมือนในอดีต ที่ทำนาปีละ 1 หรือ 2 ครั้ง เพื่อพักดิน บำรุงดิน ซึ่งมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทำความเข้าใจยากที่สุดสำหรับรัฐกับประชาชน แต่ก็ต้องทำ

“ที่ผ่านมาตลอดอายุรับราชการ การทำงานผมไม่เคยคิดว่ามีปัญหาและมีอุปสรรค แต่ยอมรับว่า การพูดคุยกับเกษตรกรในครั้งนี้ที่ขอให้ลดการทำนา และไปปลูกพืชน้ำน้อย เป็นการพูดคุยและขอร้องที่ยากจริงๆ เพราะอะไร ก็เพราะว่าทุกคนอยากมีรายได้ตลอดเวลา ประกอบกับตลอดช่วงเวลา 8-9 ปีที่ผ่านมา อยากปลูกได้ปลูก อยากขายได้ขาย พอมาถึงวิกฤตใน 1 ปีที่ผ่านมา ปี 2558 เรียกว่าเขาแทบไม่ได้ปลูกข้าว เพราะเราไปขอร้องครั้งนี้ยิ่งยากเป็นทวีคูณ แต่ก็ต้องพยายาม และชี้ให้เห็นทางข้างหน้าว่าหากยังปลูกข้าวเขาจะเจออะไร”

เห็นความมุ่งมั่นเต็มที่แบบนี้ คงต้อง จับตาดูกันว่า ความพยายามครั้งนี้ของลูกหม้อกรมชลฯ จะสามารถฟื้นศรัทธากลับมาสู่องค์กรที่รักของเขาได้มากน้อยเพียงใด

ผู้เป็นแรงบันดาล

“ผมเป็นคนเพื่อนเยอะ ไม่เห็นใครเป็นศัตรู“

นี่คือสิ่งที่สุเทพ น้อยไพโรจน์ อธิบดีกรมชลประทาน อธิบายตัวตนของเขา

"ทำให้การทำงานแต่ละวันมาทำแบบสบายใจ และสามารถที่จะทำงานได้บรรลุผลที่ตั้งใจได้ทุกวัน ครอบครัวผมก็สนับสนุนในการทำงานอย่างเต็มที่ ไม่เคยเข้ามายุ่มย่ามในงาน และเมื่อเกษียณผมจะออกไปทำธุรกิจส่วนตัว แต่จะเป็นงานที่ไม่เข้ามาคาบเกี่ยวหรือทับซ้อนกับงานของกรมชลประทานอย่างแน่นอน"

ทั้งนี้ ตั้งแต่รับราชการมา เขามีคนต้นแบบเป็นแรงบันดาลใจ และปรารถนาว่าเมื่อเป็นอธิบดีกรมชลฯ จะทำงานให้ได้เช่นบุคคลเหล่านี้

เล็ก จินดาสงวน อดีตอธิบดีกรมชลประทาน ผู้ที่มีความเด็ดขาด และหลายเรื่องได้ใช้ความเด็ดขาดในการตัดสินใจทำงานให้สำเร็จลุล่วงไปได้ เช่น กรณีเขื่อนปากมูล ที่มีปัญหาของความแข็งแรงของตัวเขื่อน เล็กต้องเข้าไปแก้ปัญหา มีการโยกย้ายบุคลากร จนสามารถแก้ไขปัญหาขณะนั้นได้สำเร็จ คนกรมชลฯ ทราบดีว่า ขณะนั้นเป็นปัญหาที่หนักใจพอสมควร

ปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทานด้านวิชาการ ซึ่งเป็นต้นแบบในการทำงาน ที่อาศัยงานวิชาการชลประทานเป็นหลักในการบริหารจัดการน้ำ ทำให้กรมชลฯ ในขณะที่ท่านดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีได้รับความเชื่อถือ และปัจจุบันเป็นนักวิชาการที่คนทั้งประเทศยอมรับ

กิจจา ผลภาษี อธิบดีกรมชลประทาน เป็นตัวอย่างในด้านการบริหารคน เนื่องจากท่านเป็นผู้บริหารที่เข้าใจลูกน้องและมีความยุติธรรม กิจจาจึงเป็นที่รักของข้าราชการกรมชลฯ อย่างมาก

"สำหรับผม ก่อนหน้าเป็นอย่างไร ปัจจุบันก็เป็นเช่นนั้น ทุกคนเข้าพบง่าย เรื่องไม่มาก ซึ่งผู้บริหารที่ดีสำหรับความคิดของผมก็คือ มีความยุติธรรมและรักลูกน้อง ซึ่งผมตั้งใจที่จะทำตัวอย่างนั้น และจะทำงานอย่างเข้าใจข้าราชการทุกระดับ เพราะผมว่าสังคมคนกรมชลประทานเราอยู่กันแบบพี่แบบน้อง หากพิจารณาให้ดี กรมนี้ถูกออกแบบมาให้เป็นสังคมครอบครัว จะเห็นว่า เรามีทั้งโรงเรียน ที่สอนตั้งแต่ประถม จนกระทั่งระดับวิทยาลัยช่างชลประทาน มีวัด มีโรงพยาบาลชลประทาน และมีบ้านพักข้าราชการ ที่กรมชลฯ ปากเกร็ด สำหรับข้าราชการและลูกจ้างของกรมได้พักอาศัย เพราะฉะนั้น คนครอบครัวเดียวกันต้องเข้าใจกันและรักกัน ผมยืนยันว่าคนกรมนี้ไม่มีการแบ่งก๊ก แบ่งเหล่า เราเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่มีความขัดแย้ง ไม่มีความรุนแรง และผมไม่เคยเห็นใครเป็นศัตรู"

สุเทพ น้อยไพโรจน์ ลั่นกู้ "วิกฤตศรัทธา" กรมชลฯ

เส้นทางสู่ "อธิบดี"

กว่าจะมาถึงวันนี้ ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นอธิบดีกรมชลประทานคนใหม่ ทั้งที่อายุราชการเหลือเพียง 1 ปี ทำให้หลายคนจับตามอง และตั้งคำถามว่า “มาได้ยังไง”

สุเทพ กล่าวว่า เป็นการสมัครตามขั้นตอนของข้าราชการพลเรือนที่เปิดรับสมัครผู้บริหารระดับ 10 ในตำแหน่งอธิบดีกรมชลประทานของกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งขณะนั้นมีผู้สมัคร 3 คน คือตัวเขาเองและรองอธิบดีกรมชลฯ อีก 2 ท่าน

และเขาได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี ซึ่งเขามองว่า ผู้ใหญ่ให้โอกาสทำงาน เพราะในขณะนั้นใกล้สิ้นปีงบประมาณ มีการย้ายระดับ 10 กว่า 14 คน รมว.เกษตรและสหกรณ์ มีโอกาสที่จะเสนอชื่อผู้บริหารระดับ 10 จากทุกหน่วยงานได้ แต่ที่สุด กระทรวงเกษตรฯ เลือกวิธีเปิดรับสมัคร

สำหรับเส้นทางของสุเทพ กว่าจะมาเป็น อธช. ก็ไม่ได้มาด้วยโชคช่วย ทุกอย่างมาด้วยเหตุและผล

ที่สำคัญคือการเป็นคนรักการเรียน ทำให้เด็กบ้านนอกจากเด็กเกาะเมืองอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา เรียนชั้นประถมและมัธยมโรงเรียนราษฎร์ คือโรงเรียนเกียรติกุลศึกษา ความเป็นเด็กเรียนดีทำให้ได้ทุนเรียนทุกปี จนจบ ม.ศ.5 และได้ทุนเรียนที่วิทยาลัยการชลประทาน

หลังจากจบระดับอนุปริญญาที่วิทยาลัยการชลประทานได้สมัครเป็นลูกจ้างของกรมชลฯ เมื่อปี 2518 และเรียนต่อ จากนั้นบรรจุเป็นข้าราชการ 1 ก.พ. 2520 ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ชลประทานระดับ 2

จากนั้นไปเรียนต่อปริญญาตรีสาขาการบริหารจัดการงานก่อสร้าง มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช รับปริญญาตรีปี 2526 มาต่อคณะวิศวกรรม ด้านวิศวกรรมชลประทาน จบปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต ปี 2542 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และจบปริญญาโท วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปี 2549

“ไม่มีใครแก่เกินเรียนครับ ตอนเด็กเกเรไปหน่อยเลยจบปริญญาตรีช้า จากนั้นก็มุเรียน จบโทตอนแก่”

ในระหว่างรับราชการกรมชลฯ เขาถูกให้ไปประจำในสำนักชลประทานเกือบทั่วประเทศ ทั้งสำนักชลประทานขอนแก่น เชียงใหม่ พิษณุโลก สุพรรณบุรี และชัยนาท โดยปี 2532 ไปเป็นข้าราชการระดับ 9 ในตำแหน่งสำนักงานชลประทานที่ 2 ลำปาง ปี 2548 และปี 2550 เป็นผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 1 เชียงใหม่

ชีวิตราชการวนเวียนในต่างจังหวัด จนปี 2553 ได้ย้ายมาเป็นผู้อำนวยการสำนักอุทกวิทยาและบริหารน้ำ ที่กรมชลประทานสามเสน ทำให้ความเป็นดาวเริ่มส่องประกาย เพราะมีหน้าที่ชี้แจงแถลงไขกับสื่อมวลชนตลอดเวลาเมื่อมีสถานการณ์น้ำไม่ปกติ และชื่อเสียงเริ่มปรากฏเป็นที่ติดหูมากขึ้นในเหตุการณ์มหาอุทกภัย 2554 คู่กับ วีระ วงศ์แสงนาค รองอธิบดีกรมชลประทาน ชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน

หลังจากนั้น ต.ค. 2554 จึงมาดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมชลฯ ฝ่ายบำรุงรักษา จนกระทั่ง 27 ต.ค. 2558 ได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นอธิบดีกรมชลประทาน คนที่ 30

ข่าวล่าสุด

มหาดไทยประกาศเขตภัยพิบัติฉุกเฉิน 3 จ. ภาคเหนือ สู้ไฟป่า-ฝุ่น PM2.5