
ส่งออกฉีกสถิติ
มิ.ย.พุ่ง46%สูง1.8หมื่นล้านเหรียญปรับทั้งปีโต19%/แบงก์ชาติชี้เงินไหลเข้าบาทแข็ง
มิ.ย.พุ่ง46%สูง1.8หมื่นล้านเหรียญปรับทั้งปีโต19%/แบงก์ชาติชี้เงินไหลเข้าบาทแข็ง
ส่งออก มิ.ย. ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 1.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โต 46.3% พรทิวา เพิ่มเป้าทั้งปีจาก 14% เป็น 19% ส่งผล 6 เดือนส่งออกได้เฉียบแสนล้านเหรียญสหรัฐ ทำ “พรทิวา” ต้องขยับเป้าส่งออกปี 53 เพิ่ม 19% มูลค่า 1.83 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกสินค้าไทยเดือน มิ.ย. 2553 ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ มูลค่า 1.80 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 46.3% เทียบเดือน มิ.ย.ปีก่อน ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 1.57 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 37.9% ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้าเดือน มิ.ย. 2,322 ล้านเหรียญสหรัฐ
ขณะที่การส่งออก 6 เดือน(ม.ค.มิ.ย.) 2553 มูลค่า 9.30 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 36.6% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การนำเข้าช่วง 6 เดือน 8.66 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 51.7% ส่งผลให้ เดือนไทยเกินดุลการค้า 6,378 ล้านเหรียญสหรัฐ
การส่งออกที่ขยายตัวสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับจากเดือน ก.ค. 2551 ที่ไทยส่งออกสูง 1.73 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เป็นผลมาจากการส่งออกขยายตัวเกือบทุกกลุ่มสินค้าตามเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์จะปรับเป้าการส่งออกปี 2553 ใหม่ จากที่จะขยายตัว 14% มูลค่า 1.73 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มเป็นขยายตัว 19% มูลค่า 1.83 แสนล้านเหรียญสหรัฐ คาดการส่งออกไตรมาส 3 จะส่งออกได้เพิ่มอีกประมาณ 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และไตรมาส 4 ส่งออกเพิ่มอีก 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และมีโอกาสที่ไทยจะได้ดุลการค้าปีนี้ถึง 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
“ปัจจัยที่ทำให้ต้องปรับเป้าส่งออกใหม่ เพราะครึ่งปีแรกทำฐานไว้ดี มีโอกาสเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวเพิ่มขึ้น วิกฤตที่อียูก็ติดตามดู แต่กระทบส่งออกแค่ 2% ใน 45 ประเทศ ส่วนค่าเงินหยวนที่แข็งค่าส่งผลดีต่อการส่งออกไปตลาดจีนเพิ่มและการทำงานของหัวหน้ากลุ่มสินค้าก็มีความเข้มแข็ง” นางพรทิวา กล่าว
สำหรับสินค้าส่งออกที่ขยายตัวในเดือนมิ.ย. กลุ่มสินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 33.3% ได้แก่ ยางพารา 129.5% มันสำปะหลัง 63.3% น้ำตาล 86.6% สินค้าอาหารประเภทอาหารทะเลแช่แข็ง 26.7% กุ้งแช่แข็งและแปรรูป 33.8% เป็นต้น แต่มีสินค้าเกษตรที่ส่งออกลดลง คือ ข้าว โดยปริมาณลดลง 20.6% มูลค่าลด 21% เป็นผลจากปัญหาการแข่งขันด้านราคากับเวียดนาม ปากีสถานและอินเดีย และแข็งค่าของเงินบาท ผักและผลไม้ ส่งออกลดลง โดยปริมาณ ลด 19.5% มูลค่าลด 3.3% เป็นผลจากผลผลิตในประเทศลดลง หมวดสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัวเพิ่มขึ้น 52.6% สินค้าที่ส่งออกเพิ่ม ได้แก่ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ 35.3% เครื่องใช้ไฟฟ้า 48% ยานยนต์ 92.5% รวมทั้งอัญมณี เพิ่ม 191.1% มาจากการการส่งออกทองคำที่ขยายตัวเพิ่ม 534.6%ด้านตลาดส่งออก พบว่าขยายตัวทุกตลาดเช่นกัน โดยตลาดหลักส่งออกเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเดือนที่ 8 ขยายตัว 44.7% ได้แก่ อาเซียน (5 ประเทศ) 51.2% สหรัฐฯ 37.9% ญี่ปุ่น 49.3% สหภาพยุโรป (15 ประเทศ) 36.9% ส่วนตลาดใหม่ส่งออกเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเดือนที่ 10 ขยายตัว 47.8% เช่น ตะวันออกกลาง 24.3% แอฟริกา 8.3% ลาตินอเมริกา 91.8% ยุโรปตะวันออก 81.4% เอเชียใต้ 50.2% อินเดีย 44.4% จีน 26.3% ขณะที่การนำเข้าเดือน มิ.ย. มีสินค้านำเข้าเพิ่ม ได้แก่ เชื้อเพลิง 21.4% จากน้ำมันดิบโลกปรับตัวขึ้น สินค้าทุน 45.5% จากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว นักลงทุนต่างชาติเชื่อมั่นไทยมีศักยภาพเป็นแหล่งลงทุน ประกอบกับ โครงการภาครัฐขนาดใหญ่เริ่มดำเนินการ เช่น รถไฟฟ้าสายสีม่วง สินค้าวัตถุดิบ/กึ่งสำเร็จรูป 34.7% สอดคล้องกับการส่งออกและการบริโภคภายในประเทศ สินค้าอุปโภคบริโภค เพิ่ม 41.5% เนื่องจากผู้บริโภคเชื่อมั่นในสถานการณ์การเมืองคลี่คลาย ทำให้การจับจ่ายใช้สอยเพิ่ม
นางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการสายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การเคลื่อนไหวค่าเงินบาทช่วงนี้ที่ระดับ 32.2832.29 บาท/เหรียญสหรัฐ ถือว่ามีเสถียรภาพอยู่ในระดับที่แข่งขันได้เมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาค เพราะถ้าเทียบกับต้นปีถึงปัจจุบันค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเพียง 3.2% ขณะที่มาเลเซียแข็งค่าขึ้นที่ 6.8% และสิงคโปรแข็งค่าขึ้น 2.3% ค่าเงินบาทระดับบนี้ไม่เป็นอุปสรรคในการแข่งขันของภาคส่งออก เห็นได้จากอัตราการขายตัวของการส่งออกล่าสุดในเดือนมิ.ย.ยังขยายตัวได้ถึง 46.3% สะท้อนว่าผู้ส่งออกไทยสามารถปรับตัวและขยายการค้าได้อย่างดี
“ค่าเงินบาทระดับนี้เราไม่ได้เข้าไปแทรกแซงมาก เพราะถือว่ามีเสถียรภาพ จะเข้าบ้างในช่วงที่ผันผวนมาก แต่ในช่วงที่ค่าเงินบาทมีโอกาสผันผวนมากขึ้น เราก็พยามจะไม่เข้ามาก เนื่องจากอยากให้ผู้นำเข้าและส่งออกรู้จักการบริหารความเสี่ยงด้วยการซื้อประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนให้สม่ำเสมอ ไม่ว่าจะซื้อป้องกันความเสี่ยงค่าเงินทั้งจำนวนหรือซื้อบางส่วน ไม่ควรไปเก็งกำไรค่าเงิน เพราะช่วงที่ค่าเงินผันผวน เงินไหลเข้าออกเร็ว อาจสร้างความเสียหายให้ธุรกิจได้” นางสุชาดากล่าว
“เงินทุนจากต่างประเทศยังมีแนวโน้มที่จะไหลเข้าไทยมากขึ้น กดดันให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น นอกจากเงินทุนไหลเข้ามาลงทุนระยะยาวแล้ว ยังมีเงินเข้ามาเก็งกำไรมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะเมื่อความสนใจในการตั้งเฮดจ์ฟันด์กองใหม่ๆ และการกลับฟื้นคืนมาของกองทุนเก่าๆ เริ่มเห็นชัดขึ้น ขนาดคู่ค้าของธปท.บางราย ยังเล่าให้ฟังว่า กำลังตั้งเฮจด์ฟันด์ขึ้นมาใหม่ เพื่อเข้าไปทำกำไรในตลาดเงินในประเทศที่เศรษฐกิจยังดีอยู่ ดังนั้น ถ้าไทยจะไม่ให้เฮดจ์ฟันด์เข้ามาเก็งกำไร ก็ต้องดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจให้ดี สร้างความเชื่อมั่นให้มากขึ้น จะได้กระทบไม่มาก” นางสุชาดา กล่าว







